วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
กลอนเวลา
"เวลา"
เวลามา จากไหน ใครสรรค์สร้าง
มันเดินทาง สร้างแหล่ง แห่งหนไหน
พระเจ้าสร้าง วางฐานหรืออย่างไร
หรือว่าใน จักรกล คนผลิตมัน
ต้นเหตุกาล ด่านกล บนท้องฟ้า
จักรวาล วิทยา ศึกษาสาน
ต้นกล ต้นระบบ สุริยัน
มีดาวเคราะห์ บริวาร แปดชั้นวน
เมื่อดาวเคราะห์ เหาะลอย รายล้อมรอบ
เป็นเขตขอบ รัศมี พี่น้องต้น
เดินรอบ ตามกรอบปี ปริมณฑล
กลายเป็นกล แห่งกาล วันเวลา
จากการหมุน ของดาวโลก หนึ่งยกใหญ่
กินเวลา ยาวไกล ได้หนึ่งหน้า
กลายเป็นปี เป็นเดือน เฉือนชีวา
ค่อยๆ คร่า อนาคต ให้หมดไป
ยามเราเล็ก เป็นเด็กน้อย ค่อยๆ โต
เราก็โผ โอ้อวด สำแดงใหญ่
อยู่บนโลก โชกโชน ยลโลกไป
จนกาลกลาย กลืนกิน จนสิ้นกัลย์
เราเรียกกาย แก่เกิน จะเดินก้าว
ใช้ไม้เท้า ก้าวเดินดัน ยันสังขาร
คนรุ่นใหม่ ไล่ล่า กล่าวหายัน
เรียกกายท่าน ว่าคนแก่ เหมือนแพพัง
นี่คือกฎ แห่งกาล สังหารสัตว์
ไม่ว่าใคร ต้องถูกกัด ฟัดไม่ยั้ง
เมื่อเกิดมา ชีวาบ่าย ไปสู่ภังค์
สุดท้ายทาง คือจุดจบ กาลกลบกิน
โดย ส.รตนภักด์ : ๒๕๕๖
ร่ำรวย จนสุก
ร่ำรวย จนสุก
๑. ทำไมคนไทยจึงอยากรวย
๒. เหตุที่ทำให้รวยและจน
๓. ศาสนากับการสร้างความรวย
๔. ท่าทีพุทธกับความรวย
ปัจจุบันในแต่ละประเทศกำลังวัดกันว่า ประเทศไหนมีฐานะร่ำรวย โดยดูจากค่าเฉลี่ยรายได้มวลรวมของประเทศคือ ค่า GDP (Gross Domestic Product) ประเทศใดมีค่าจีดีพีสูง นั่นหมายความว่า ประเทศนั้นมีเศรษฐกิจดี ผู้คนจะอยู่ดีกินดี รัฐบาลทุกประเทศล้วนอิงตัวเลขนี้เป็นมาตรฐานในการบริหารประเทศ แล้วประชาชนจะเช่นนั้นจริงหรือ ประเทศไทยก็เป็นเช่นกันยึดเอาตัวเลขนี้เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจในประเทศด้วย ปีนี้ GDP ๕.๕ % การอ้างตัวเลขที่ว่านี้ไม่ได้เป็นเครื่องประกันความอยู่ดีกินดีของชาวบ้านเลย แต่รัฐรับประกันรายได้จากระบบการจัดเก็บภาษีและผลผลิตทั้งประเทศเป็นตัวตั้ง ผู้ที่ร่ำรวยจริงๆ คือ นักธุรกิจ พ่อค้า นักลงทุนต่างหาก ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงดิ้นรนเพื่อหาเงินให้ได้เยอะๆ เหมือนรัฐทำ
แนวคิดเช่นนี้ทำให้ประชาชนเกิดความอยาก อยากเป็นคนรวย อยากเป็นเศรษฐี คิดว่าเมื่อมีเงินมากๆ จะทำให้มีความสุข ความจริงความสุขมิได้เกิดจากการมีเงินมาก แต่เกิดมาจากความพอใจต่างหากด ด้วยเหตุนี้ ประชาชนกำลังถูกวิถีสังคมเมืองครอบงำ โดยพึ่งพาเงินตราเป็นหลัก จึงกระตุ้นให้คนชนบทถูกบีบคั้นให้หาเงิน แรงบีบคั้นนี้มิได้มีแต่เฉพาะชาวบ้านเท่านั้น ยังลุกลามเข้าไปในศาสนาด้วย สาเหตุเพราะในสังคมยุคใหม่เชื่อมโยงกัน และอาศัยกันในรูปแบบแลกเวียนเปลี่ยนกัน คือ ใช้แรงงานแลกเงิน จึงกลายเป็นพลังขับเคลื่อนไปสู่การเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายทั่วโลก (Network) กิจกรรมชีวิตจึงถูกโลกพาไปด้วย การค้า อาหาร ค่านิยม การเมือง วิถีชีวิต ฯ ทุกกิจกรรมทุกอย่างจึงมุ่งเพื่อรายได้ เพื่อเงิน เงิน เงิน อย่างเดียว มันจึงเหมือนเส้นเลือดให้กับชีวิตผู้คนทั่วไป
ในทางกลับกัน มนุษย์จะอยู่ด้วยความไม่รวยได้หรือไม่ เราคงทิ้งวิถีแบบดั้งเดิมตามบรรพบุรุษของเราที่เคยอยู่ป่าอยู่เขามาก่อน พวกเขาก็คงไม่มีเงินตราอะไรมากมายที่จะกำหนดกันว่าร่ำรวย แต่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ มีกรณีตัวอย่าง ที่มีแนวคิดแบบเก่าที่สวนทางในปัจจุบันอยู่ คือ อยู่โดยปราศจากเงินทอง (Moneyless man) ชื่อว่า นายมาร์ก บอยล์ (Mark Boyle) เขาเป็นคนอังกฤษ เป็นนักเขียน นักกิจกรรม ได้วางแผนการดำรงชีวิตแบบไม่ใช้เงินมา ๔ ปีแล้ว แนวคิดนี้เขาได้มาจากมหาตมคานธีของอินเดีย และได้ก่อตั้งชุมชมเศรษฐกิจอิสระ (Free-economy village) ในปีพ.ศ.๒๕๔๘ และสร้างหมู่บ้านชื่อ หมู่บ้านเศรษฐกิจอิสระขึ้นมา นอกจากนี้ยังอีกที่คือ หมู่บ้านเศรษฐกิจ (Eco-village) ที่อยู่ในแคนนาดา และอังกฤษ ที่มีแนวคิดการอยู่แบบอิงระบบธรรมชาติให้มากที่สุด ไม่ได้อยู่ในลักษณะอิงทุนนิยมหรือเทคโนโลยี แต่เน้นที่วัสดุท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการอยู่อย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง และมีการอยู่ร่วมกันด้วยหลักศีลธรรม ผู้ก่อตั้งคือ โรเบิร์ต กิลแมน (Robert Kilman) เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๔ แม้ในประเทศไทย ก็มีกลุ่มที่ยึดถือการอยู่แบบพึ่งพาตัวเอง พึ่งพาการช่วยเหลือกันในชุมชน โดยไม่ได้นึดเอาเงินตราเป็นตัวตั้ง นั่นคือ กลุ่มสันติอโศกและกลุ่มศีรษะอโศก หรือกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียงที่ชาวบ้านดำเนินตามวิถีโดยไม่พึ่งพากระแสเมือง แต่ดำเนินไปตามกระธรรมชาติในกรอบของครอบครัว นี่คือ ตัวอย่างที่มนุษย์พยายามกลับไปสู่วิถีดั้งเดิมของบรรพบุรุษของตนในอดีต ก็เป็นสิ่งพิสูจน์เช่นกันว่า การดำรงชีพแบบไม่พึ่งพาทรัพย์สินเงินทองก็สามารถเป็นไปได้ ซึ่งแตกต่างในทางเอเชียที่กำลังหลงใหลเงินทองว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในการดำรงชีวิตยุคใหม่ ต่างก็มุ่งหาเงินทอง เสพบริโภควัตถุจนขาดไม่ได้แล้ว
๑. ทำไมคนไทยจึงอยากรวย พื้นฐานประเทศไทย เป็นเกษตรกรรมมาตลอด ต่อมารัฐอยากให้ประเทศกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรม จึงส่งเสริมให้เกิดเป็นแดนอุตสาหกรรมขึ้น ผลคือ เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างเกษตรกรรมชนบทกับอุตสาหกรรมในชุมชนคนเมือง ในด้านการเอารัดเอาเปรียบ เกิดพ่อค้าคนกลาง การส่งเสริมไม่เท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตาม เป้าหมายทั้งสองคือ “รายได้” (Income) เนื่องไทยไม่ใช่ประเทศที่ร่ำรวยมาก่อน ในขณะเดียวกัน ก็เป็นประเทศเปิด จึงทำให้อิทธิพลต่างชาติ (แนวคิด ค่านิยม) กระตุ้นให้คนไทยทะเยอทะยานอยากเป็นคนรวยกับคนอื่น (ประเทศ)
ปัจจุบันชุมชนคนเมืองมีการพัฒนาโครงสร้างทางกายภาพไปเร็วมาก วิถีชีวิตก็เปลี่ยนไปด้วย เนื่องจากว่า มีคนร่ำรวยมากขึ้น คนรวยเหล่านั้นจึงบริโภควัตถุนิยม ซึ่งเป็นสิ่งอำนวยความสุข เช่น มีบ้าน มีรถ ที่ดิน มีเงิน และอื่นๆ การอยู่ การกิน การเดินทาง การแต่งตัวจึงกลายเป็นต้นแบบให้คนจนเลียนแบบ ผลคือ มีรถเต็มถนน (รถติด) คนจนดิ้นรนหาเงินทุกวิถีทางแบบรวยเร็ว (ทุจริต) คนรวยก็อยากได้มากขึ้น (ทุจริต) จนทำให้เกิดความเครียด และความกดดันในใจ ส่วนมากผู้คนที่ร่ำรวย จึงไม่ค่อยมีความสุขทางใจอย่างถาวร กระนั้น ต่างคนต่างก็อยากได้เงินมากๆ กันทุกคน จึงเกิดคำอวยพรว่า “ขอให้ร่ำ ขอให้รวย” อีกอย่างหนึ่งเป็นสิ่งสะท้อนว่า คนไทยยังยากจนอยู่ จากสถิติมีคนจนที่สุดอยู่ราว ๗ ล้านกว่าคน
๒. เหตุที่ทำให้รวยและจน เมื่อใครก็ตาม ถูกเรียกว่า “คนรวย” (Rich man) เรามักจะคิดว่า เขาคนนั้นต้องมีทรัพย์สินเงินทองและสิ่งอำนวยความสะดวกแน่นอน คนที่ร่ำรวยมักจะแสดงฐานะหรือโชว์สิ่งที่ตนมีไว้กับตัวเองเสมอ เช่น มีรถขับ รถคือสัญลักษณ์ทางสถานะว่า รวยจริงหรือไม่ รถยี่ห้อธรรมดาทั่วไป ราคาไม่แพง นั่นก็บอกได้ อยู่ในฐานะระดับใด หากขับรถเบ๊นซ์ รถสปอร์ต ราคาแพงๆ บ่งบอกในตัวว่า มีฐานะดี ตามร่างกาย เป็นที่บ่งบอกให้เห็นว่า ร่ำรวยได้ เช่น ข้อมือมีนาฬิการาคาแพง ๆ กระเป๋ายี่ห้อดัง รองเท้าอย่างดี เสื้อผ้าตราแบนอย่างดีมีระดับ สร้อยคอ แหวนเพชรฯ ก็ล้วนสะท้อนถึงฐานะทั้งสิ้น บางคนอาจไม่ได้ขับรถหรือมีเครื่องประดับมากมายหรือไม่มีเลย แต่ไม่ได้แปลว่าจน เพราะยังมีอีกอย่างที่บอกให้รู้ว่าร่ำรวย นั่นคือ บัญชีเงินฝากในธนาคาร และแน่นอนสิ่งที่บอกว่ารวยที่ประจักษ์ทางสายตาได้คือ เงินสดหรือธนบัตร ที่จับต้องได้
สาเหตุที่ทำให้รวย ความร่ำรวยที่มนุษย์ต้องการ เป็นเหมือนเป้าหมายที่วาดหวังของทุกคน แต่ทำไมมนุษย์จึง ร่ำรวยบ้าง ยากจนบ้าง ทำไมไม่มีมาตรฐานที่เหมือนกัน เพราะอะไร ความร่ำรวยไม่ใช่สายเลือด แต่เป็นคุณสมบัติภายนอกของชีวิตที่สามารถสร้างได้ มิใช่ปารมี มิใช่บุญ มิใช่โชค แต่เป็นเพราะการเข้าใจและการลงมือกระทำ แต่อย่างไรก็ตาม หากไม่เอาความเชื่อทางศาสนาและความเชื่อส่วนตัวมาผูกมัดแล้ว ความร่ำรวยมาจากวิทยาศาสตร์ของกรรมลิขิต หมายความว่า ความร่ำรวย มิใช่อำนาจบุญหรือไม่ใช่เทพเจ้าใดๆ แต่เป็นผลมาจากการกระทำของเราในแง่การกระทำ ด้วยแรงงานของการเสียพลังงานและการวางแผน บริหาร จัดการพฤติกรรมของตนเอง โดยมีปัจจัยอื่นๆ ประกอบ จึงพอสรุปความร่ำรวยมาจากสาเหตุดังนี้ ๑) พ่อแม่สร้างพื้นฐานให้ เช่น พ่อแม่มีฐานะดีมาก่อน เป็นผู้มีความรู้ ความเข้าใจวิถีชีวิตมาก่อน แล้ววางรากฐานให้ลูกดำเนินไปตามขั้นตอน ๒) มาจากมีหลักการ มีความรู้ต่างๆ มีความมุ่งมั่น ที่จะกระทำอะไรที่ถูกต้อง จริงจัง ขยัน อดทน อดออม มีวิสัยทัศน์ ๓) อยู่ในที่เหมาะสมเช่น มีพลเมืองที่ดี มีภูมิ (ที่ดิน) ที่สามารถเหมาะแก่การเพาะปลูก ค้าขาย ไม่เกิดสงคราม ๔) การรู้จักคบเพื่อนที่ดี ไม่เที่ยวอบายมุข มีศีลธรรม ๕) มีงานทำหรือกิจกรรมที่สามารถหารายได้เลี้ยงครอบครัวได้ ๖) เผื่อแผ่เจือจาน แบ่งบันสิ่งของให้แก่คนอื่นบ้าง เพื่อสร้างมิตรไมตรีในการอยู่ร่มกัน หากอาศัยหลักเหล่านี้ จะช่วยให้เราเกิดความร่ำรวยได้ และรวยอย่างถาวรพร้อมมีความสุขใจด้วย
สาเหตุที่ทำให้จน สาเหตุที่ทำให้จนก็ตรงกันข้ามกับข้างบน เนื่องจากว่า ความยากจนมีพื้นฐานอยู่ในทุกๆ คน เพราะไม่มีใครเกิดมาแล้วร่ำรวยกับชีวิต เมื่อเกิดมาแล้วเท่านั้นจึงมีเงินทอง เรากอบโกย แสวงหาเงินทองเองทั้งสิ้น ทีนี่เมื่อเกิดมาเรากลับเจอสิ่งล่อลวงหรือสิ่งกวนใจให้หลงใหลตามแรงกระตุ้นตามสิ่งแวดล้อมและสิ่งกระตุ้นจากสัญชาตญาณทั้งสิ้น เราจึงไม่สามารถข้ามพ้นสิ่งยั่วยวนใจ จึงตกอยู่ในอำนาจของสิ่งล่อลวงจนหมดทางที่จะต่อสู้กับอุปสรรคในการทำมาหากิน ในที่สุดก็ใช้ชีวิตแบบกิน เที่ยว พักผ่อน อย่างไม่ต้องคิด ไม่ต้องแสวงหาด้วยพลังงานของตนเอง แต่กลับสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นคือ จี้ ปล้น ลักขโมย กินเหล้า เมายา หลงสตรี เที่ยวสนุกไปวันๆ จนเสียเวลาในการสร้างฐานะของตน จนกลายเป็นคนอ่อนแอเกินไปที่จะต่อสู้กับกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างฐานะให้ร่ำรวยได้
อย่างไรก็ตาม ความรวย กลายเป็นอุดมคติ ของมนุษย์ไปแล้ว ซึ่งจะเกิดช่องว่างระหว่างคำว่า ยากจน กับ ร่ำรวย หากประชาชนมีฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งมากเท่าไหร่ ก็จะเกิดช่องว่างมากขึ้นตามมา จนมองไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างกัน และยิ่งกว่านั้น จะมองไม่เห็นรอยต่อระหว่างสองขั้ว จนอาจนำไปสู่การขาดมุมมองที่ไกล่เกลี่ยหรือประสานกันได้ ที่สำคัญคือ อาจไม่มีใครมองเห็นสารัตถะของการครองชีวิตให้อยู่ได้บนโลกนี้อย่างไร เพราะจะมองเห็นแต่ความร่ำรวยเป็นเป้าหมายหรือพยายามหนีให้พ้นคำว่า ยากจน แต่ไม่มีใครแสวงหาความสงบสุขอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ความร่ำรวย ดูเหมือนจะสร้างแรงจูงใจได้มากกว่าสิ่งทั้งหมด เพราะอะไรหรือ
เมื่อคนที่ร่ำรวยสามารถมองเห็นเป็นรูปธรรมได้ตามที่กล่าวมานั้น คนมีบ้าน มีรถ มีที่ดิน มีแก้วแหวนเงินทอง และสมบัติต่างๆ จะบอกให้รู้ว่าเป็นคนรวยได้ จากวัตถุที่ถูกตีค่าในคำว่า “รวย” ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เนื่องจากว่า มนุษย์มักจะอวดหรือแสดงฐานะตนด้วยการแสดงออกมาทางใด ทางหนึ่ง เพื่อต้องการให้คนอื่นยอมรับว่าตนรวย หรือเพื่อให้คนอื่นให้เกียรติตน และเคารพตน การแสดงออกเช่นว่านั้น เป็นการแสดงอัตเสรีภาพออกมาอย่างแท้จริง ว่าตนอยากได้อะไร หวังอะไร ก็สมหวังอย่างราบรื่นไม่มีอุปสรรค เสรีภาพจากความร่ำรวยนี้เอง บางครั้งก็อาจส่งผลต่อคนอื่นได้ เช่น รวยแล้วไม่รู้จักเคารพคนอื่น ชอบใช้อำนาจทางเงินตราข่ม ไม่รู้จักพอใจในความอยาก จนอาจนำไปสู่การสร้างอำนาจหรืออิทธิพลทางในสังคมได้ ถ้าร่ำรวยเพราะวัตถุต่างๆ ดังกล่าว มันก็ควรจะมีมาตรฐานเดียวกันว่า บุคคลที่มีวัตถุเงินทอง ทรัพย์สินจำนวนมาก ถือว่าเป็นมาตรฐานสากลในความหมายว่า “รวย” ได้หรือไม่ และนิสัย พฤติกรรมของคนนั้น เป็นมาตรฐานสากลไปด้วยหรือไม่ ถ้าไม่ อะไรคือ มาตรฐาน
ค่านิยมเรื่องความรวยนี้ ยังไม่ยุติลงง่ายๆ คำถามคือ มันช่วยยกระดับจิตใจให้มีการพัฒนาอย่างไรบ้าง มันช่วยให้เรามีความสุขหรือพัฒนาไปมากเท่ากับปริมาณวัตถุ ทรัพย์สินที่มีอยู่หรือไม่ ในที่สุดมันจะเป็นเครื่องชี้วัดได้ไหมว่า ความรวยจะก่อความสุขหรือความดีเลิศไปกว่าคนจนๆ อย่างแท้จริง เราในฐานะมนุษย์ควรจะยกระดับจิตใจให้รู้เท่าทันกับวัตถุนิยมว่า เงินมีค่าต่อชีวิตมากน้อยแค่ไหน เราตกอยู่ภายใต้อำนาจเงินจนขาดการสำรวจตัวเองไปหรือไม่ ในขณะเดียวกัน ยังมีสิ่งอื่นที่ช่วยยกจิตให้สูงขึ้น พัฒนาขึ้น แทนวัตถุนิยมเหล่านั้นหรือไม่ ความสุขแท้จริงหาเจอหรือไม่ ไม่ใช่สุขจากการบริโภคตามโลกเสรี ประเทศภูฏานเป็นประเทศเล็กไม่ได้ร่ำรวย แต่มีการวัดค่าความสุขจากประชาชนเรียกว่า GNH (Gross national Happiness) โดยอิงหลักทางศาสนาพุทธในการครองชีวิตเพื่อให้ได้คุณค่าอย่างแท้จริง
๓. ศาสนากับการสร้างความรวย ในทางศาสนาไม่มีการสอนเรื่อง อุดมการณ์การสร้างความร่ำรวยให้กับชีวิต โดยตรง แต่สอนเรื่องการปฏิบัติตัวเองให้ดำรงชีวิตอย่างมีความสุขด้วยตัวเอง และสอนให้รู้จักสมาคมกับผู้อื่นอยู่อย่างกลมกลืนกัน โดยอยู่บนพื้นฐานการเข้าใจโลกทัศน์ตามระบบของธรรมชาติ เช่น ศาสนาฮินดู สอนให้บูชาพระเจ้า เพื่อความสงบสุขทางจิตวิญญาณ มิได้สอนเพื่อมุ่งหาทรัพย์สินเงินทอง แต่สอนให้สละหรือสลัดออกจากชีวิตให้น้อยลง ส่วนศาสนาเชน ยิ่งสอนแบบเคร่งครัดในเรื่องทรัพย์สิน ไม่มีแม้แต่ที่อยู่อาศัย เสื้อผ้าอาภรณ์ก็ยังต้องสละออก ไม่มีกฎใดที่สอนให้ร่ำรวยเลย ส่วนศาสนาอิสลาม สอนให้รู้จักเสียสละเรียกว่า “ซะกาต” แก่คนยากจน ทำอะไรไม่มีผลกำไร มุ่งสอนให้ชาวมุสลิมเอาจิตผูกมัดกับพระเจ้าทั้งสิ้น ในขณะศาสนาคริสต์ สอนให้ผู้คนรักสามัคคีกัน ในบัญญัติ ๑๐ ประการ ก็ไม่มีการสอนเรื่องความร่ำรวยใดๆ ส่วนศาสนาพุทธมีอุดมการณ์ สอนเรื่องการดับทุกข์ของชีวิตอย่างสิ้นเชิง ไม่มีการสอนเรื่องการทำให้ร่ำรวยโดยตรงเช่นกัน
ความคิดอยากรวยเกิดมาจากผู้คนในสังคมโลกที่เห็นว่า การมีทรัพย์สินเงินทองจำนวนมาก จะทำให้เกิดมีวัตถุที่อำนวยความสะดวก และสร้างความสุขให้กับชีวิตได้ การที่มนุษย์คิดและเชื่อเช่นนี้ ก็เนื่องมาจากเห็นคนร่ำรวยในประเทศต่างๆ หรือในประเทศตนที่มีฐานะ มีคนนับถือ มีคนรู้จัก และมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จึงคิดว่า อยากได้อะไร ปรารถนาอะไรคงสมหวังเป็นแน่ สิ่งฝัน สิ่งที่อยากได้ก็คงได้ ส่วนคนจนที่ไม่มีเงินจะหาซื้ออาหาร กลับต้องอดอยาก ทนหิว คนจนเหล่านั้น แต่ก่อนอยู่ในชนบทก็ไม่อดอยากมากนัก แต่พออยากร่ำรวยเหมือนคนอื่น จึงดิ้นรนเข้าเมืองหางานทำ งานก็หายาก เงินจึงหายาก เมื่อไม่มีเงินก็ไม่มีอาหาร ไม่มีเงินพอที่จะซื้อบ้าน ซื้อรถ ซื้อสิ่งที่อยากได้ คนจนที่คิดจะเลียนแบบคนเมืองนั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเท่าเทียมกันได้
ในขณะที่มนุษย์อาศัยความอยากของตนเอง จากการเห็นแม่แบบคนอื่นร่ำรวย จึงถูกกระตุ้นให้เกิดความอยาก ความฝัน อยากมี อยากได้ ไม่พอใจในสถานะของตน ความอยากจึงมีอยู่ในใจกันทุกคน แต่สิ่งที่มนุษย์ไม่มีเท่าเทียมกันนั่นคือ ปัญญา ความสุขุมรอบคอบ ปัญญาและคติความคิด เหล่านี้ เป็นคุณสมบัติที่ได้มาจากทางศาสนา ที่จะชี้ทิศทางหรือแนวทางในการทบทวนหรือสำรวจตัวเองได้ เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ เกาะเกี่ยวมิให้ตนเองเดินทางในทิศทางใดทางหนึ่งอย่างอิสระเกินไป จนเตือนหรือคุมตัวเองไม่ได้ ดังนั้น แม้ศาสนาไม่ได้สอนเรื่องความร่ำรวยไว้ แต่ศาสนามักจะสอนในเรื่องความจริงที่เป็นสารัตถะของชีวิต สอนเรื่องจิตใจ มากกว่าเรื่องภายนอก ที่สามารถแก้กลบความอยากได้ ละลายความอยากที่มีให้บางเบาลง อนึ่ง ยังเป็นการสอนให้รู้จักแยกแยะในการใช้ชีวิตในระยะยาวโดยตั้งคำถามว่า อะไรคือ แก่นสารที่แท้จริงของชีวิต
๔. หลักพุทธกับความร่ำรวยแบบสมดุล ความร่ำรวยไม่มีใครปฏิเสธได้ เพราะมันจะตอบสนองความต้องการของตนต่อโลกได้อย่างอิสระ หากศึกษาในแง่องค์ประกอบในการดำรงชีวิตอยู่ได้ มนุษย์อาศัยแรงขับภายในกระตุ้นหลอกตัวเองอยู่เสมอนั่นคือ “ความอยาก” (Desire) มันจะสร้างจินตนาการ ความฝัน และความทะเยอทะยาน เพื่อไปหาเป้าหมายของตนเอง นี่คือ แรงขับภายใน มีนักปรัชญาคนหนึ่งชื่อ โชเปนฮาวเออ (Schopenhauer: ๑๗๘๘-๑๘๖๐) ชาวเยอรมัน เชื่อว่า มันมี “เจตจำนง” ในตัวเอง (Will to live) ตามสัญชาตญาณ เพื่อที่จะให้มันอยู่รอด และนักปรัชญาชาวกรีกชื่อ เพลโต (Plato : ๔๒๘-๓๔๘) กล่าวว่า แรงขับมาจากความปรารถนาภายในนั่นคือ “ความอยาก” (Appetite) เพราะถูกครอบงำด้วยอวิชชาและความอยากกระตุ้น จนทำให้จิตวิญญาณเดิมที่บริสุทธิ์เสียไป
ในศาสนาฮินดู กล่าวไว้ว่า สิ่งที่กระตุ้นให้มนุษย์เป็นไป เพราะความไม่รู้ จึงเกิดตัณหาขึ้นมา เมื่อกายที่เป็นอนุอัตตาถูกปิดบัง จึงเกิดความมืดบอดทางปัญญาที่จะหาทางไปสู่ปรมาตมันเดิมได้ ส่วนศาสนาคริสต์ กล่าวว่า พระเจ้าสร้างมนุษย์มาอย่างบริสุทธิ์แล้ว แต่เมื่อมาอยู่ในสวนอีเดน กลับถูกหลอกล่อจากซาตานให้กินผลไม้บาป มนุษย์จึงเกิดบาปติดตัวมาตั้งแต่ครั้งนั้น บาปนี่เองที่คอยทำลายตัวเอง เพราะความอยากแท้ๆ ส่วนพระพุทธศาสนา สอนว่า ปัญหาของโลกและชีวิต ล้วนมาจากตัณหาทั้งสิ้น มาประสานกับความไม่รู้ จึงทำให้สัตว์เกิดความมืดบอดในการกระทำของตน นอกจากนั้น ก็มาจากส่วนของสิ่งแวดล้อมที่กระตุกกระตุ้นให้มนุษย์คล้อยตามหรือถูกบีบคั้นจนต้องยอมสยบกับสิ่งรอบข้าง
แนวคิดจากที่กล่าวมานั้น เป็นแนวคิดกว้างๆ จากมุมมองของนักปรัชญาและคติทางศาสนา แม้จะไม่ได้บอกวิธีการแสดงท่าทีต่อความร่ำรวยไว้ก็ตาม เราคงพอมองเห็น รากเหง้าเค้ามูลของความอยากในใจเราได้ว่า มาจากไหนบ้าง ตรงนี้ ขอให้เครดิตในหลักการพระพุทธศาสนาที่แนะแนวในการรับมือกับความร่ำรวยจากการมีทรัพย์ และการบริโภคทรัพย์ อย่างที่บอกแล้วว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้มนุษย์ร่ำรวย แต่สอนให้มนุษย์รู้จักหลักการในดำรงชีวิต ที่จะเอื้อให้เกิดการหาทรัพย์ การเก็บรักษาทรัพย์ และใช้จ่ายทรัพย์อย่างชาญฉลาดตามหลักพุทธศาสนา ในหลักการขอแบ่งออกเป็น ๒ ทาง คือ ๑) การใช้จ่ายทรัพย์เพื่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ๒) การมองทรัพย์ที่ใช้เป็นเพียงเครื่องมือของชีวิตเท่านั้น มิใช่แก่นสาร มิใช่เป้าหมายของการมีชีวิตอยู่
การใช้ทรัพย์มาจากการหาทรัพย์ ในหลักพุทธศาสนา มีหลักในการหาทรัพย์คือ ๑) มีศีลห้า ศีลจะเป็นพื้นฐานในการครองชีวิตให้เป็นปกติ โดยไม่มีคดีความ ไม่เป็นเหตุให้เสียทรัพย์ เสียเวลา เสียสุขภาพ แล้วก็เป็นฐานสำคัญในการใช้ร่างกายหาทรัพย์ได้ ๒) การรู้จักคบเพื่อนที่ดี มิตรที่ไม่ดี จะพาไปตกอบายมุขหรือก่อทะเลาะวิวาทกัน อันจะพาให้เสียทรัพย์ เสียเวลา เสียสุขภาพ ๓) มีหลักธรรมประจำตน เช่น ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ อดทน อดออม อันจะนำมาซึ่งทรัพย์และไร้กังวลใจ ๔) การใช้จ่ายทรัพย์เป็น คือ เก็บไว้เพื่อตัวเอง เก็บไว้เพื่อลงทุนทำกิจการ เก็บไว้เลี้ยงญาติพี่น้อง และเก็บไว้ ทำบุญอุทิศหรือทำประโยชน์ในทางสังคม ๕) เว้นอาชีพที่ผิดกฎหมายและศีลธรรม เช่น ค้ายาเสพติด ค้าเหล้า ค้าคน ค้ายาพิษ ค้าของเถื่อน ซึ่งจะทำให้เสียทรัพย์ และเสียโอกาสในการทำมาหากินแบบยั่งยืน ทั้งหมดเป็นทางในการหาทรัพย์บริโภคทรัพย์และเว้นทางเสื่อมของตนในทางโลกวิสัย (worldly view)
เมื่อหาทรัพย์มาได้และบริโภคทรัพย์นั้น ก็ควรมีหลักในการเสพอย่างมีปัญญา หลักการของพระพุทธศาสนาสอนว่า โลก คือ ที่อยู่ของสัตว์ โลกคือ สมบัติเพียงชั่วคราว ชีวิตอิงอาศัยโลก ซึ่งมีระยะเวลาจำกัด เมื่อสิ้นสุดเงื่อนไข ชีวิตก็ต้องล้มหายตายจากทรัพย์และจากโลก การใช้ชีวิตอยู่ในโลกจึงไม่มีอะไรที่ควรยึดถือเป็นจริงเป็นจัง ทรัพย์ที่ได้มาก็ควรใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตตนและสังคมให้มากที่สุด แม้ร่างกายที่เป็นแหล่งเกิดทรัพย์ก็จะกลายเป็นที่เสียทรัพย์ในที่สุด การปล่อยวางจากมือและจากใจ นี่คือการแสดงท่าทีที่เข้าใจต่อความจริงของโลกมากที่สุด โดยนึกถึงหลักสากลธรรมชาติไว้เพราะทรัพย์เป็น อนิจจัง (ไม่ยั่งยืน) ทุกขัง (ฝืนกฎ) และอนัตตา (หมดรูป) ดังนั้น ร่างกาย ทรัพย์ ต้องแปรปรวนไปตามเงื่อนไขของมัน การเข้าใจและการวางใจเช่นนี้ ถือว่าเป็นการมองแบบปรมัตถวิสัย (Transcended view)
กระนั้น มนุษย์ก็ยังเป็นมนุษย์และยังมีกระแสความต้องการไปตามวิถีโลก คือ อยากได้ อยากมี อยากเป็นเช่นคนอื่นเขา ในมุมมองของชาวพุทธในการใช้ชีวิต ก็ควรจะนำเอาหลักพุทธเป็นบรรทัดฐานในการใช้ทรัพย์ด้วย โดยที่นี่ขอเสนอการดำรงชีวิตด้วยการมีทรัพย์อย่างสมดุลทั้งทางโลกและสังคมดังนี้ การสร้างความสมดุลทางโลกวิถี คือ ๑) การแสวงหาทรัพย์ส่วนหนึ่งเพื่อเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ๒) มีสิ่งอำนวยความสะดวกเท่าที่จำเป็น ๓) รู้จักวางตัวตามฐานะของตน ๔) เรียนรู้หลักธรรมชาติ เพื่อให้เข้าใจวิถีทางโลก สังคม และตนเองตามกลไกธรรมชาติ คือ ไม่ฝืนหรือไม่ค้านจนเกินไป
ส่วนการสร้างความสมดุลทางสังคม คือ ๑) การไม่ปล่อยให้ตนเองมีอิสระจนเกินไป ๒) เคารพหลักธรรมและกฎหมายบ้านเมือง ๓) รู้วิถีชีวิตวัฒนธรรม และ๔) รู้จักคุณค่าของทรัพย์สิน หลักการเบื้องต้นเหล่านี้ จะช่วยสนับสนุนฐานะทางเศรษฐกิจให้เป็นคนมองชีวิตที่กว้างและรอบคอบขึ้น มิใช่ร่ำรวยแล้วดูถูกคนอื่น ไม่สนใจใครและไม่เคารพกฎกติกาใดๆ
ดังนั้น ความร่ำรวยที่ผู้คนต้องการ ควรจะรู้จักลักษณะที่เกิด คุณค่า หลักการใช้ของมันก่อน เพื่อจะได้แสดงท่าทีหรือปรับตัวให้เป็นคนอยู่เหนือทรัพย์ จะได้ไม่ตกเป็นทาสทรัพย์ตลอดไป พระไพศาล วิสาโลกกล่าวว่า "เงิน เป็นข้ารับใช้ที่ดี แต่เป็นนายที่เลว ถ้าเราปล่อยให้เงินเข้ามาควบคุมบงการชีวิตเรามากเกินไป เพราะความพลั้งเผลอและไม่มีสติ จนปล่อยให้ความโลภเข้ามาครอบงำ ชีวิตเราจะหาความเจริญได้ยาก” ในขณะหมอประเวศ วะสีกล่าวว่า “เงินเป็นของมีคม” พระพุทธองค์ก็ทรงเตือนสาวกว่า “เงินคือ อสรพิษ” เช่นกัน จึงพอกล่าวได้ว่า อยากร่ำรวยนั่นไม่ผิดวิสัยโลก แต่ควรจะตระหนักว่า โลกแห่งวัตถุไม่มีใจเดียวแก่เรา มันย่อมพร้อมจะสยบแก่ทุกคน พระพุทธองค์จึงสอนเรื่องหลักการให้รู้ทันโลกว่า สิ่งต่างๆ อยู่ในโลกธรรม ๘ มีด้านสว่างและด้านมืดเสมอ หากปรารถนาหรือครอบครองมัน ควรรู้นิสัยมันด้วยจะได้ไม่เสียดุลความเป็นมนุษย์ผู้มีปัญญา
การผูกพัทธสีมา ฝังลูกนิมิต
“การผูกพัทธสีมา – ฝังลูกนิมิต”
๑. การสร้างวัด
๒. การผูกพัทธสีมา ฝังลูกนิมิต
๓. ภาษาและความหมาย
๔. วัฒนธรรมใหม่ (งานงอก)
นับถอยหลังไปศตวรรษเศษๆ ในยุคสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ที่เกิดพิธีกรรมด้านการสร้างวัดอย่างอิสระ เพื่อตอบสนองศรัทธาของผู้มีทุนที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ประกอบกับพุทธศาสนาอิงอยู่กับระบบกษัตริย์ จึงกลายเป็นความศรัทธาของผู้สร้างวัด เนื่องจากพระราชาอาศัยหลักการทางศาสนาเป็นเครื่องมือในการปกครอง ดังนั้น จึงเกิดจำนวนผู้บวชและวัดมากมาย และกลายเป็นการสร้างวัดอย่างเป็นกิจจะลักษณะขึ้นมา วัดจึงปรากฏอยู่ทุกที่ของเมืองไทย โดยเฉพาะภาคกลางที่อยู่ใกล้พระเนตรพระกรรณของพระราชา จะพบว่าแต่ละรัชกาลมีการสร้างวัดประจำพระองค์ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในความสมบูรณ์แบบในการปกครองแบบธรรมราชา
ด้วยเหตุนี้ จึงมีการกำหนดสีมาหรือขอบเขตในการสร้างวัด เพื่อถวายความสะดวกแก่พระสงฆ์ทำสังฆกรรมอย่างอิสระ ในยุคต้นมีการแบ่งการปกครองออกเป็นประเภทคือ วัดบ้าน เรียกว่า คามวาสี และวัดป่า เรียกว่า อรัญญวาสี วัดเป็นเขตพุทธาวาส สำหรับพระสงฆ์อาศัยและทำสังฆกรรมในวันสำคัญ แต่การสร้างวัด มิใช่จะสร้างเอาเองโดยอิสระ ต้องอาศัยฝ่ายบ้านเมืองและคณะสงฆ์ร่วมมือกันสร้างให้ถูกต้องตามพระวินัยและนิตินัย ตามพรบ.คณะสงฆ์ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ระบุว่า วัดมี ๒ ประเภทคือ วัดที่เรียกว่า วัดถูกต้องตามพระวินัย และนิตินัย เรียกว่า วิสูงคามสีมา และมีอุโบสถเป็นเขตสังฆกรรม ส่วนวัดที่เรียกว่า สำนักสงฆ์ ได้รับการแต่งตั้งถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่ได้รับวิสูงคามสีมา จึงเป็นวัดที่ไม่มีอุโบสถนั่นเอง วัดที่ได้รับวิสูงคามสีมาแล้ว เรียกอีกอย่างว่า วัดหลวง ถือว่าเป็นวัดประเภท ๑ ส่วนวัดประเภท ๒ เรียกว่า วัดราษฎร์
คำว่า วัด คำเดิมมาจากคำว่า วัตร พระวิสุทธิวงศาจารย์ เจ้าคณะภาพ ๗ วัดปากน้ำฯ ให้ความหมายว่า การถือปฏิบัติ ข้อวัตรปฏิบัติ โดยอาศัยสถานที่กำหนดขึ้นมาเป็นที่อาศัยของคณะสงฆ์ เมื่อที่นั้นกลายเป็นที่แสดงธรรม ประกอบกิจกรรมบ่อยๆ จึงกลายเป็นวัตรประจำ ต่อมาเมื่อเขียนและพูดเพี้ยนไปจึงกลายเป็นวัดในที่สุด แต่ก่อนวัดมิได้เป็นเหมือนปัจจุบัน เป็นเพียงป่า หรืออาคารที่พักเล็กๆ สำหรับพำนักเท่านั้น ต่อมาจึงมีวิวัฒนาการสร้างเป็นวัดอย่างถาวรหรือเป็นตึกในปัจจุบัน แต่ก็ยังมีให้เห็นอยู่เช่น โบสถ์วัดสวนโมกข์ และวัดสวนแก้ว
ในพระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ข้อที่ ๑๕๗, ๑๗๓-๑๗๖ หน้า ๑๗๒-๑๗๓ พระพุทธองค์ตรัสอนุญาตว่า “เราอนุญาตให้สมมติวิหาร เรือนมุงแถบเดียว เรือนชั้น เรือนโล้นหรือถ้ำ ที่สงฆ์จำนงให้เป็นโรงอุโบสถได้” ในครั้งพุทธกาลไม่มีวัดอาศัยเหมือนปัจจุบัน แต่ให้อยู่ตามป่า โคนไม้ ในถ้ำ เมื่อสาวกออกไปเผยแผ่ธรรม จึงอยู่ลำบาก เมื่อเดินทางไกลห่างออกไป ยิ่งเกิดความลำบากมากขึ้น ต่อมาจึงมีประวัติการสร้างวัดแห่งแรกคือ พระเจ้าพิมพิสารที่ปกครองแคว้นมคธ ได้ถวายสวนป่าไผ่และได้สร้างวัดเรียกว่า “วัดเวฬุวนาราม” เป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา แต่ระเบียบการสร้างไม่ได้กล่าวไว้ชัดเจน อีกกรณีหนึ่งที่ปรากฏในพระไตรปิฎกคือ พระมหากัสสปะเดินทางจากอินทกวินทวิหาร เพื่อเดินไปเมืองราชคฤห์ เพื่อไปทำอุโบสถ ระหว่างทางเกือบถูกน้ำพัดไป ทำให้ผ้าเปียกชุ่ม พระสงฆ์จึงกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์จึงอนุญาตให้สมมติสีมาให้มีเสมอกัน มีอุโบสถเดียวกัน และสมมติที่นั้นเป็นที่อยู่โดยไม่ปราศไตรจีวร บางที่อาศัยที่พระราชาถวายแล้วก็กลายเป็นที่พักของพระสงฆ์ไป ไม่เหมือนในปัจจุบันที่มีระเบียบเป็นขั้นเป็นตอน
คำว่า อุโบสถ พระพรหมคุณาภรณ์ บอกว่า มาจากคำเต็มว่า อุโบสถัคคะ แปลว่า โรงอุโบสถ ส่วนพระธรรมกิตติวงศ์กล่าวว่า “เป็นที่ประชุมสงฆ์ เพื่อทำสังฆกรรม” มี ๓ คำที่แตกต่างคือ อุโบสถ หมายถึง สถานที่พระสงฆ์ทำสังฆกรรม พระอุโบสถ หมายถึง สถานที่เป็นพระอารามหลวง ที่ได้รับพระราชทานวิสูงคามสีมา และคำว่า โบสถ์ เป็นภาษาชาวบ้านที่พูดกันทั่วไป หมายถึง สถานที่ทำสังฆกรรม พระมหาชัยวุธ ฐานุตตฺโม วัดยางทอง สงขลา ป.๗ วิเคราะห์ว่า อุโบสถ มาจากคำว่า อุป แปลว่า อยู่ใกล้ เข้าใกล้ วส แปลว่า อยู่ ส่วน ถ เป็นปัจจัยปรุงรากศัพท์ ฉะนั้น คำว่า อุโบสถ จึงแปลได้ว่า การเข้าใกล้ อยู่ในที่มั่นคง แต่ก่อนคำนี้มีความหมายได้หลายนัยเช่น เป็นสถานที่ประชุมสงฆ์ เป็นการเข้าจำวัด การรักษาศีลในวันพระ เป็นวันพระและเป็นวันลงปาติโมกข์ ดังนั้น คำนี้มิใช่สถานที่ แต่เป็นเรื่องสังฆกรรมประจำทุกๆ ๑๕ วัน ต่อมาจึงมีการกำหนดเขตขึ้นมาเรียกว่า อุโบสถ ตามรากศัพท์คำนี้ แปลว่า ยาที่เข้าถึง เข้าใกล้ อุป แปลว่า ใกล้ ถึง เพ่งอยู่ โอสถ แปลว่า ยา รักษา เช่นคำว่า อุบาสก แปลว่า ผู้เข้าใกล้ (พระรตนตรัย) อุโบสถในปัจจุบันส่วนมากจะก่อสร้างด้วยปูน หิน เหล็ก ไม่ใช่ดิน ไม้ ภูเขาเหมือนแต่ก่อน กระนั้น ก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้างเช่น วัดสวนโมกขพลารามและวัดสวนแก้ว นนทบุรี
คำว่า “พัทธสีมา” หมายถึง เขตที่พระสงฆ์ที่ผูกไว้แล้วด้วยพิธีสังฆกรรม เรียกอีกอย่างว่า ผูกสีมา คำว่า ผูกสีมา เป็นสำนวน คำว่า ผูก หมายถึง สมมติเอาเขตนั้นๆ มิได้หมายถึง การผูก การมัดแต่อย่างใด คำว่า พัทธ แปลว่า ผูกหรือสมมติ ส่วนคำว่า สีมา หมายถึง ขอบเขต เขตแดน พัทธสีมา จึงหมายถึง การผูกเขตขึ้นมาหรือสมมติเอาเขตนั้นๆ นั่นเอง พัทธสีมา มี ๔ ประเภทคือ ๑) ขัณฑสีมา หมายถึง สีมาที่กำหนดขึ้นมาอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะที่อุโบสถ ๒) มหาสีมา หมายถึง สีมาที่กำหนดเอาเขตทั้งวัดนั้นเป็นที่สีมาทั้งหมด มิใช่เฉพาะอุโบสถเท่านั้น ปัจจุบันคือ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ๓) สีมาสองชั้น หมายถึง มหาสีมากับขัณฑสีมา และ ๔) นทีปารสีมา หมายถึง สีมาที่เป็นแม่น้ำ ลำคลอง มีอีกคำหนึ่งคือที่เกี่ยวข้องกับพัทธสีมาคือ วิสูงคามสีมา คำนี้มาจากคำว่า วิสูง ที่แปลว่า ต่างหาก คาม แปลว่า บ้านเรือน สีมา แปลว่า ขอบเขต ความหมายคือ เขตพระราชทานแก่พระสงฆ์ ที่แยกออกจากบ้านเรือนต่างหาก โดยมีนิมิตเป็นเครื่องหมายกำหนดขอบเขตสีมา
ส่วนคำว่า “สีมา” ที่แปลว่าขอบเขตนั้น มีเครื่องหมายคือ นิมิต เป็นเขตของสังฆกรรม โดยมี ๒ ชนิดคือ ๑) พัทธสีมา คือ สีมาที่สมมติไว้แล้ว และ ๒) อพัทธสีมา คือ สีมาที่ยังไม่ได้กำหนดสมมติไว้ การกำหนดเอาสีมาที่ไม่ได้ผูก ท่านให้วัดเอาจากศูนย์กลางของเขตนั้นๆ ขยายออกไปด้านละ ๙๘ เมตร ส่วนขอบเขตที่กำหนดเป็นสีมาเพื่อกำหนดเขตอุโบสถ ท่านกำหนดความจุพระสงฆ์ที่นั่งหัตถบาตได้ ๒๑ รูป ถ้าขนาดใหญ่ท่านกล่าวว่า ไม่เกิน ๓ โยชน์หรือราว ๔๘ กม. กว้างกว่านี้ไม่อนุญาต
ส่วนคำว่า “นิมิต” แปลว่า เครื่องหมาย พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายว่า “ลูกหินกลมๆ เท่าบาตร เป็นเครื่องหมาย เขตอุโบสถ เพื่อทำเป็นเครื่องกำหนดเขตแดนนั้น” ในพระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ข้อที่ ๑๕๔ หน้า๑๗๒ กล่าวเรื่องถึงนิมิต ๘ ชนิด อรรถกถาอธิบายว่า ๑) ภูเขา มี ๓ ชนิดคือ เขาปนดิน เขาศิลาล้วน เขาดินล้วน ๒) ศิลา คือ ศิลาแท้หรือเจือแร่ มีขนาดใหญ่เท่าศีรษะโค กระบือ ศิลาแท่งใช้ได้ แต่ห้ามใหญ่เท่าช้าง ส่วนเล็กสุดเท่าก้อนน้ำอ้อย หนัก ๕ ชั่ง (๓๒ ปะละ) หรือศิลาบดทำเป็นภูเขาใช้ไม่ได้ ๓) ป่าไม้ หมายถึง ป่าไม้ที่มีแก่นเช่น ไม้สัก ไม้รัง หรือป่าไม้ที่มีต้นไม้ ๕-๖ ต้น สูงเกิน ๘ นิ้ว ยกเว้นไม้เปลือกแข็งเช่น ตาลหรือมะพร้าว ๔) ต้นไม้ หมายถึง ไม้มีแก่น สูง ๘ นิ้ว โตอยู่กับที่และยังเป็นอยู่ อยู่ในกระถางใช้ไม่ได้ ๕) จอมปลวก หมายถึง จอมปลวกที่สูงเกิน ๘ นิ้ว ใหญ่เท่าโค กระบือ ๖) หนทาง หมายถึง ทางเดิน ทางเกวียน ยกเว้นทางที่ไม่ใช้แล้วและทาง ๔ แพร่ง ๗) แม่น้ำ หมายถึง แม่น้ำที่ไม่ขาดสายหรือน้ำที่ตักใส่หลุมพอสวดญัตติจบหรือแม่น้ำที่เกิดจากฝน ขังอยู่ได้ ๔ เดือน ลึกพอเปียกอันตรวาสกพระได้ แต่ไม่อนุญาตน้ำที่เป็นคลองชลปทานหรือน้ำที่กำหนดได้หลายทิศ ๘) น้ำ หมายถึง น้ำนิ่ง เช่น บึง หนอง นิมิตทั้งหมดนี้ สามารถนำมาทำเป็นนิมิตสีมาได้ตามพระวินัย จะใช้ ๔ ลูกหรือ ๘ ลูกก็ได้ แต่ปัจจุบันนิยมใช้ หินกลมๆ เป็นเครื่องหมาย มี ๙ ลูก
การใช้ลูกนิมิตเป็นเครื่องกำหนดเขตรอบอุโบสถ ท่านกำหนด เอาสี่ทิศ ปัจจุบัน กำหนดเอา ๘ ลูก ๘ ทิศ โดยยุคหลังผู้รู้ได้ผูกเป็นเรื่องให้เกี่ยวข้องกับพระอรหันต์สาวก ๘ องค์ คือ ลูกที่ ๑ เริ่มต้นทิศตะวันออก (ทิศบูรพา) ผูกเป็นพระอัญญาโกณทัญญะ ผู้ได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้รู้ราตรีกาล ผู้มีอายุยืนยาว (เหมาะสำหรับผู้เกิดวันจันทร์ปิดทอง) ลูกที่ ๒ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ทิศอาคเนย์) ผูกเป็นพระมหากัสสปะ ผู้ที่ชอบสันโดษ ความสงบ (สำหรับผู้เกิดวันอังคาร) ลูกที่ ๓ ทิศใต้ (ทิศทักษิณ) ผูกเป็นพระสารีบุตร ที่มีปัญญามาก (สำหรับผู้เกิดวันพุธ) ลูกที่ ๔ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ (ทิศหรดี) ผูกเป็นพระอุบาลี ผู้ที่จำพระวินัยได้แม่น (สำหรับผู้เกิดวันเสาร์) ลูกที่ ๕ ทิศตะวันตก (ทิศประจิม) ผูกเป็นพระอานนท์ ผู้เลิศในทางพหูสูต (สำหรับผู้เกิดวันพฤหัสบดี) ลูกที่ ๖ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (ทิศพายัพ) ผูกเป็นพระควัมปติ ผู้เลิศในทางเอกลาภและรูปงาม (สำหรับบูชาพระราหู) ลูกที่ ๗ ทิศเหนือ (ทิศอุดร) ผูกเป็นพระมหาโมคคัลลานะ ผู้เลิศในทางฤทธิ์ ความสำเร็จไว (สำหรับผู้เกิดวันศุกร์) ลูกที่ ๘ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ทิศอีสาน) ผูกเป็นพระราหุล ผู้เลิศในทางการศึกษา (สำหรับผู้เกิดวันอาทิตย์) ลูกที่ ๙ กลางอุโบสถ (ลูกนิมิตเอก) หมายถึง พระพุทธเจ้า ผู้เป็นประธานสงฆ์ (บูชาพระเกตุ)
อย่างไรก็ตาม การที่คณะสงฆ์ผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิตนี้ มีจุดประสงค์ที่สำคัญใน ทางสังฆกรรมนั่นเอง ส่วนสังฆกรรมที่พระสงฆ์จะต้องแสดงในอุโบสถเท่านั้น มีหลายอย่างเช่น การสวดปาติโมกข์ อุปสมบท สวดกฐิน ที่ต้องใช้องค์สงฆ์ ๕ รูปขึ้นไป สวดอัพภาน ใช้สงฆ์ ๒๐ รูป และพิธีกรรม รวมทั้งการประชุมทางคณะสงฆ์อื่นๆ ด้วย ซึ่งสังฆกรรมดังกล่าว ต้องทำเฉพาะพระสงฆ์และเฉพาะที่เท่านั้น ดังนั้น พระสงฆ์จึงจำเป็นต้องกำหนดเขตหรือสีมาเฉพาะ ก่อนจะสร้างอุโบสถต้องได้รับการสมมติเป็นที่ปลูกสร้างให้ถูกต้องทางพระวินัยและทางอาณาจักรด้วย
ส่วนที่พูดกันถูกบ้าง ผิดบ้างมาจากภาษาในพิธีกรรมทางศาสนา คำต่างๆ ที่ปรากฏในงานผูกพัทธสีมา ฝังลูกนิมิตคือ คำว่า ผูก หมายถึง สมมติ สีมาหรือสิม หมายถึง เขตหรือแดนหรือขอบเขต พัทธสีมา หมายถึง ขอบเขตที่ผูกไว้หรือสมมติไว้เรียบร้อยแล้ว อพัทธสีมา หมายถึง สีมาที่ไม่ได้ผูกไว้ ไม่ได้สมมติไว้ สมมติสีมา หมายถึง การกำหนดเอาเขตนั้นๆ เป็นสีมา วิสูงคามสีมา หมายถึง สีมาที่ได้รับพระราชทานให้เป็นเขตที่พระสงฆ์ทำสังฆกรรมได้อย่างอิสระ โรงอุโบสถ หมายถึง คำที่เรียกอุโบสถในพระไตรปิฎกสมัยพุทธกาล อุโบสถ หมายถึง เขตที่ผูกพัทธสีมาแล้ว พระอุโบสถ หมายถึง สีมาที่ยกขึ้นเป็นวัดหลวงหรืออารามหลวง โบสถ์ หมายถึง คำเรียกอุโบสถของชาวบ้านทั่วไป นิมิต หมายถึง เครื่องหมาย สัญลักษณ์บอกให้รู้ ฝังลูกนิมิต หมายถึง การฝังลูกหินกลมๆ ที่ได้รับการสมมติให้เป็นเครื่องกำหนดเขตแดนแห่งสีมา ฝังไว้ใต้ดิน รอบอุโบสถ ปิดทองลูกนิมิต หมายถึง การนำลูกหินกลมๆ มาทายาเพื่อปิดทองคำเปลว เพื่อทำเป็นลูกนิมิต กำหนดเขตสีมา วัด หมายถึง ที่อยู่ของพระสงฆ์ ที่ได้รับการรับรองจากทางพุทธจักรและอาณาจักรโดยมีอุโบสถเป็นแกนกลาง มี ๒ ชนิดคือ วัดราษฎร์และวัดหลวง
สำนักสงฆ์ หมายถึง ที่พำนักของพระสงฆ์ที่ไม่มีอุโบสถ แต่ได้รับการรับรองจากอาณาจักรและพุทธจักร ผูกพัทธสีมา หมายถึง การสมมติเอาที่ใดที่หนึ่งเป็นเขตสีมาอุโบสถ โดยกำหนดเอานิมิตเป็นแดนขอบเขต สังฆกรรม หมายถึง กิจกรรมที่พระสงฆ์กระทำกันในอุโบสถเช่น อุปสมบท ปาติโมกข์ พิธีกรรม หมายถึง พิธีที่ว่าด้วยกิจกรรมทางศาสนา สวดถอน หมายถึง การสวดด้วยญัตติทางพุทธศาสนา กระทำโดยพระสงฆ์ ทักนิมิต หมายถึง การทัก การถาม ผู้รู้ว่า ทิศไหนอยู่ทางไหน มีอะไรเป็นเครื่องบอก ตัดหวาย หมายถึง การตัดหวายที่อุ้มลูกนิมิต เมื่อสิ้นสุดการทางสังฆกรรมแล้วด้วยมีด
อานิสงส์การปิดทองลูกนิมิต ผลที่เกิดจากการปิดทองลูกนิมิต ในอรรถกถากล่าวไว้ ๖ ประการคือ ๑) สุขภาพไร้โรค ปลอดภัย ไร้อันตราย ๒) ไม่เกิดในตระเกิดต่ำ ๓) เมื่อสิ้นบุญสู่ปรโลกก็จะได้เป็นเทวดา ๔) หากเกิดในโลกมนุษย์ จะได้เป็นกษัตริย์ ๕) มีผิวพรรณผ่องใส ๖) มีอายุยืนยาว อย่างไรก็ตาม ในอรรถกถาก็ไม่ได้บอกว่า ชาตินี้จะเกิดผลอย่างไรบ้างผลปัจจุบันจะเกื้อกูลชีวิตอย่างไร
สำหรับผู้เขียนเชื่อว่าอานิสงส์น่าจะเกิดผลดังนี้ ๑) ได้ส่งเสริมให้กิจกรรมทางศาสนาสะดวกขึ้น ๒) สร้างความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับวิถีชีวิตให้ดำเนินไปในทางที่ถูกต้อง ๓) ได้จรรโลงจิตใจให้อยู่ในหลักธรรมคำสอนที่ดีงาม ๔) เป็นการวางรากฐานด้านถาวรวัตถุให้ยืนยงต่อไปสู่ลูกหลาน ๕) เมื่อสิ้นบุญไปจะได้เสวยสุขในแดนสวรรค์ ๖) เป็นพื้นฐานในการสะสมบุญในชาติต่อๆ ไป จนถึงพระนิพพาน พระธรรมกิตติเมธี โฆษกมหาเถรสมาคมมองว่า “จะจริงหรือไม่ ไม่ทราบ แต่ผลทันตาคือ จิตใจเอิบอิ่ม เพราะได้สร้างกรรมดี ที่จะช่วยสืบทอดพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสืบไป” ส่วนพระพรหมคุณาภรณ์กล่าวว่า “การทำเช่นนี้ถือว่าเป็น กรรมนิมิตเป็นตัวสำคัญที่จะบอกถึงกรรมที่จะนำจิตไปสู่สุคติได้”
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันงานผูกพัทธสีมาทั่วประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปมาก แทบจะหาร่องรอยเค้ามูลหรือพุทธประสงค์ไม่เจอ เนื่องจากเกิดรูปแบบประเพณีตามสมัยนิยม คือ เป็นงานหาเงินมากกว่าที่จะมุ่งเน้นที่สังฆกรรมอย่างแท้จริง ฉะนั้น จึงเกิดประเพณีที่งอกขึ้นมามากมาย ประเพณีที่งอกขึ้นมาใหม่เช่น ความเชื่อการทำบุญการสร้างอุโบสถ ความศักดิ์สิทธิ์ของหวายหรือมีดที่เกี่ยวข้องกับลูกนิมิต เป็นที่ขอพร ขอโชคจากการไหว้พระประธาน ลูกนิมิต โพธิ์เงิน โพธิ์ทอง แสวงหาวัตถุมงคลเป็นที่ระลึกในงานเช่นนี้ ผ้าป่าลอยฟ้าฯ โดยเฉพาะผู้จัดงานมุ่งเน้นในวันตรุษจีน เพื่อสนองผู้คนที่ชอบสัญจรแสวงบุญในช่วงนี้ และจึงเป็นโอกาสหาปัจจัยได้มากขึ้น หรือขายที่ให้พ่อค้าได้ขายอาหาร ขายของชำร่วยด้วยฯ
ประเพณีนวนิยมที่เกิดขึ้นมาเช่นนี้ พระพรหมคุณาภรณ์ได้กล่าวว่า เป็นงานงอกหรือเพี้ยนไปจากพระวินัยและไม่สามารถสร้างสารประโยชน์หรือเข้าใจแก่นแท้ในหลักธรรมคำสอนแก่ผู้ร่วมงานอย่างแท้จริงเลย จนวัดได้กลายเป็นเวทีแข่งขันกันสร้างอุโบสถว่าใครใหญ่หรือได้เงินมากกว่ากัน ท่านเสนอว่า ควรจะทำป้ายสุภาษิตให้ผู้มาปิดทองอ่าน เพื่อจะได้เตือนสติหรือให้เกิดประโยชน์ในเชิงข้อคิด ข้อธรรมบ้าง ท่านกล่าวเตือนว่า แทนที่การฝังลูกนิมิตจะให้จิตพัฒนา สู่ปัญญาธรรม แต่กลับมาหลงแต่คำว่า ได้บุญ ได้กุศลเท่านั้น
โดย ส.รตนภักดิ์ :๒๕๕๖
วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556
เสรี จนเสียรู้
"เสรี จนเสียหลัก" (lost freedom)
ปัจจุบันพฤติกรรมของคนไทยกำลังไหลไปสู่การเรียกร้องระบบเสรีนิยม เพื่อให้เหมือนกับอารยธรรมแบบสากล เช่น ประเทศฝรั่งเศสได้ใช้คำเกี่ยวกับเสรีภาพว่า "เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ" อเมริกาก็เน้นคำว่าเสรีภาพ จึงมีเทพีเสรีภาพ และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งประเทศเสรีภาพ และต้นศตวรรษที่ ๑๙ ก็เกิดกระแสเรียกร้องเสรีภาพด้านปัจเจกชนขึ้นมา เดวิด ฮูม ก็ได้กล่่าวถึงบทบาทของเสรีภาพของพลเมืองด้วย รวมทั้งรุสโซ ที่กล่าวถึงเสรีภาพด้วย การที่มนุษย์เรียกร้องเสรีภาพ อาจเนื่องมาจากการปกครอง การกดขี่ การเรียกร้องสิทธิของตนเองว่า ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนควรเรียกร้องสิทธิส่วนตัวของตัวเอง ทุกคนมีสิทธิ มีเสรีภาพตั้งแต่เกิด แนวคิดนี้โดดเด่นมากในยุคหลังโมเดิน เพราะเรียกร้องเสรีภาพในแง่ส่วนตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ในสมัยกรีกก็เกิดกระแสในแบบปัจเจกบุคคลมาแล้วคือ แนวคิดของกลุ่มโซฟิสต์ ฉะนั้น เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างไร หากแต่เป็นแค่เหล้าเก่าในขวดใหม่นั่นเอง
ส่วนปัจจุบันคำว่า เสรีภาพ เกิดการแปรความหมายไปจากความหมายเดิมอยู่มาก คือ ตีความเอาตัวเองเป็นบันทัดฐานหรือเข้าข้างตัวเองมากไป ทำให้ไม่สนใจหรือไม่ใส่ใจว่าใครจะเสียหรือจะได้รับความเสียหายอย่างไร หากเราแสดงเสรีภาพมากเกินไปจนไร้ขอบเขต เสรีภาพในบุคคลนั้นก็จะเกิดปัญหาได้ เนื่องจากว่า เป็นการใช้เสรีภาพเกินขอบเขตของสังคม จุดเริ่มต้นในการใช้เสรีภาพที่นำไปสู่การเสียศูนย์ความเป็นเสรีภาพคือ เกิดจากปัจเจกบุคคล โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ใช้ชีวิตแบบอิสระ โดยไม่สนใจผลเสียตามมา การใช้เสรีภาพที่บกพร่องของวัยรุ่นจะเกิดผลกระทบแก่ตนเองและชุมชนประเทศชาติ เช่น การใช้เสรีภาพในเรื่องส่วนตัว อยากกิน อยากเที่ยว การแต่งตัว การใช้เงินทอง การร้อง อยากทำ ตามใจตนแบบไร้ขอบเขต ผลเสียย่อมบังเกิดขึ้นแน่นอน เอาแค่นั้นการกินโดยไม่รู้จักขอบเขต เสรีภาพเกินพอดี โรคภัยจากการกินก็เกิดขึ้นได้ เช่น โรคอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจ กินเหล้า ก็เกิดโรคตับฯลฯ การแต่งตัวแบบอิสระโดยไร้จิตสำรวมในเรื่องกาล เทศะ อาจเป็นเหตุให้เกิดการข่มขืนได้ หรือการพูดจนเกินขอบเขตก็อาจเป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันได้ง่ายด้วย นี่คือ เสรีภาพที่เกินขอบเขต แล้วจะใช้เสรีภาพให้อยู่ในกรอบ กติกาของสังคม ชุมชนอย่างไร
๑. เสรีภาพอยู่ไหน ก่อนอื่นจะถามว่า ท่านรู้หรือไม่ว่า เสรีภาพอยู่ที่ไหน หากไม่รู้ท่านจะใช้เสรีภาพอย่างไร เพื่ออะไร ซึ่งนั่นเราจะต้องศึกษาประวัติความเป็นมาของเราเองว่า เราเกิดมาอย่างไร วิวัฒนาการในด้านการปกครองอย่างไรแล้วนำไปสู่การเรียกร้องเสรีภาพให้แก่ตัวเอง ในแง่ใดบ้าง เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องขั้นพื้นฐานในการด้านรัฐศาสตร์ ซึ่งนักปกครอง นักบริหารสังคมต้องเรียนรู้ กระนั้น ในด้านปัจเจกบุคคลก็ควรจะรับรู้ไว้บ้าง ให้เข้าใจในบทบาทหน้าที่ เสรีภาพของตนเอง เสรีภาพโดยธรรมชาติเกิดมาพร้อมตั้งแต่เราเกิด เช่น เรามีอิสระที่จะเดิน จะกิน จะพูด จะทำ หายใจได้เอง คิดเองได้อย่างเสรี แต่ภาวะเสรีนี้ต้องอยู่ภายใต้กฏ กติกาของสังคมนั้นๆ เมื่อไหร่ก็ตามเราอยู่กับคนอื่น ตั้งแต่สองคนขึ้นไป เสรีภาพย่อมถูกจำกัด เนื่องจากว่า เราไม่อาจใช้มือ เท้าของตนไปทำร้ายใครต่อใครได้อย่างอิสระเสรีตลอดเวลา เราจึงมีกติกาทางสังคมเป็นหลัก เมื่อเรามารวมกันเป็นกลุ่ม เป็นชุมชนก็ต้องมีกฏของชุมชนนั้นเป็นหลัก เมื่อรวมกันอยู่เป็นประเทศก็มีกฏเป็นหลักนั่นคนคือ กฏรัฐธรรมนูญ เป็นแม่แบบแห่งชาติ เมื่อเราถูกกฏหมายครอบงำ แล้วเราจะใช้เสรีภาพได้ไหม คำตอบคือ ได้ ในขอบเขตของกฏหมาย นอกจากนั้น เรายังมีกฏศีลธรรม ค้ำจุ้นเราอยู่อีก เพื่อเตือนใจ มิให้กระทำหรือแสดงออกจนเลยเถิดหรือเกินขอบเขตของกันและกัน ยิ่งกว่านั้น เรายังต้องตระหนักถึงกฏ กติกา มารยาทในกิจกรรม ในกาละ เทศะ บุคคลต่างๆ ว่าเราจะแสดงออกหรือไม่แสดงออกอย่างเหมาะสมอย่างไร ควรหรือไม่ควรอย่างไร
ฉะนั้น มันเหมือนกับว่าเรากำลังหมดเสรีภาพลง ทำอะไรก็ผิดไปหมด ยิ่งปัจจุบันดูเหมือนว่าเรากำลังมีกฏหมายต่างๆ ออกมาเพื่อเอาผิดกันมากมาย แต่ละองค์กร บริษัท ชุมชน กรม กระทรวง ล้วนแต่มีกฏ กติกา มารยาททั้งสิ้น แม้แต่เล่นยังต้องมีกฏ กติกา เช่น การเล่นฟุตบอลเป็นต้น นี่ยังไม่กล่าวถึงบุคคที่อยู่กรอบของศาสนาที่ต้องมีกฏ วินัย มีศีลธรรมที่เข้มงวดกว่าฆราวาสอีก แล้วทำไมพวกเขาจึงสามารถอยู่ได้ หรือไม่เรียกร้องเสรีภาพของตนเอง การใช้ชีวิตของมนุษย์ในยามปกติก็จะไม่ตระหนักถึงเสรีภาพ เพราะเราดำเนินชีวิตไปตามกฏกติกาของสังคม แต่เมื่อไหร่เราละเมิดกติกา กฏหมายของสังคม เช่น ไปฆ่าคนตาย ทำร้ายคนอื่น ลักขโมยของใครเข้า เมื่อเจ้าหน้าที่จับได้ เขาก็จะถูกจับใส่กุญแจมือและนำไปขังไว้ในคุก ซึ่งจะรู้สึกสูญเสียเสรีภาพทันที หากทำผิดร้ายแรงเขาอาจถูกประหารชีวิต นั่นแสดงว่า เขาใช้เสรีภาพเกินไปหรือไม่ ในกรณีอื่นเช่น บุคคลที่ถูกกดขี้ กดดัน ดูถูก หรือเป็นลูกจ้าง อาจถูกดันเหมือนกำลังถูกริดรอนด้านเสรีภาพ ดังนั้น จึงควรหันมาสนใจตั้งคำถามว่า เสรีภาพอยู่ที่ไหน เราจะใช้มันอย่างไรให้เกิดคุณ ไม่เกิดโทษแก่ตนเอง
๒. กฏ ศีลธรรม มนุษย์ควรยึดเอากฏ กติกา เป็นที่พึ่งพิงบ้าง กฏ กติกา มารยาท หรือกฏศีลธรรมจะเป็นเครื่องป้องกันซึ่งกันและกัน แม้ในระยะแรกกฏเหล่านี้จะจำกัดสิทธิของเรามิให้ทำโน่นนี่ก็ตาม แต่นั่นเป็นการห้ามมิให้คนอื่นใช้เสรีภาพของเขามาละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของเราเช่นกัน หากสังคมใดปราศจากกฏ กติกา ศีลธรรมของสังคม ประชาชนก็จะเดือดร้อนเพราะพฤติกรรมของผู้คนนั่นเอง ซึ่งแน่นอนไม่มีใครชอบอยู่ในภาวะจำกัดเสรีภาพ แต่เสรีภาพในด้านสังคมต้องอยู่บนพื้นฐานที่ไม่มีเสรีภาพแบบสมบูรณ์หรือแบบอิสระเกินตัว เพราะผู้ที่เรียกร้องเสรีภาพแบบไร้ขอบเขต นั่นหมายความว่า ไม่ใช่โลกเสรีแน่นอน ในอเมริกา คือ สัญลักษณ์แห่งโลกเสรี แต่ก็มีข้อจำกัดมากมายเช่นกัน เสรีภาพที่ว่า มันอยู่บนกฏหมายที่ละเอียดยิบ แล้วมันเสรีภาพส่วนไหน คำตอบคือ การแสวงหาความรู้ การค้า การแสดงความคิดเห็น การแสดงออกในด้านการนับถือ แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ก็อยู่บนฐานความถูกต้องเสมอ ปัญหาของสังคมก็อยู่ตรงที่การใช้เสรีภาพก้าวล้ำสิทธิ์คนอื่นหรือละเมิดเสรีภาพคนอื่น แม้จะมีกฏหมายตราไว้ก็ตาม ดูเหมือนผู้คนไม่ค่อยหวาดกลัวกัน ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงต้องอาศัยอาวุธมาป้องกันทรัพย์สิน ชีวิตของตนเอง คิดดูหากแต่ละคนไม่เกรงกลัวกฏหมายบ้านเมือง พกอาวุธเที่ยวก่อความเดือดร้อนให้ใครต่อใครหรือใช้อาวุธข่มขู่เอาทรัพย์สินเงินทอง ย่อมก่อให้เกิดความวุ่นวายแก่สังคมอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม กฏหมายก็มีทางออกให้แก่ผู้ไม่มีเจตนาทำผิด หรือมีทางออกเพื่อปกป้องคนที่ถูกกลั่นแกล้งหรือคนที่อ่อนแอหรือคนที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการของรัฐ เรียกว่าทนายความหรือศาล องค์กรที่ว่านี้เป็นองค์กรที่จะแก้ต่างหรือทำหน้าที่แทนผู้กระทำผิด และผู้ถูกกลั่นแกล้ง แต่ก็นั่นแหละความยุติธรรมสำหรับคนจนแทบจะไม่มี คนที่รอดจากการจับกุมของเจ้าที่หน้าของรัฐคือ คนรวยหรือเจ้าหน้าที่เอง นี่คือ สาเหตุหนึ่งที่เรียกร้องกันในสังคมในเรื่องความยุติธรรม ที่กล่าวนี้กล่าวถึงบริบทของสังคมที่มีกฏหมายเป็นหลัก ซึ่งกฏหมายเหล่านี้อาศัยมนุษย์เป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งไม่ได้เป็นมาตรฐานที่จะรับรองในความยุติธรรมแก่ทุกคน เนื่องจากมนุษย์มีจุดอ่อนในเรื่องการเห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์จากกิจกรรมในสังคมที่สัมพันธ์กันนั่นเอง บางทีนี่คือ เส้นทางที่อุดมไปด้วยผลประโยชน์อย่างเป็นล่ำเป็นสัน แต่มีกฏหนึ่งที่ไม่อิงอาศัยมนุษย์ขับเคลื่อนนั่นคือ กฏแห่งกรรม กฏตัวนี้เป็นกฏเฉพาะที่ทุกคนต้องได้รับเอง ไม่มีตำรวจ ไม่มีทนาย ไม่มีคนใดได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ เป็นกฏที่ยุติธรรมที่สุด แต่ก็นั่นแหละ กฏนี้ไม่แสดงผลตามใจมนุษย์ จึงทำให้มนุษย์ไม่ค่อยหวาดเกรงเท่าไหร่
๓. เสรีภาพบนกฏ การที่มนุษย์เรียกร้องหาความอิสระ ย่อมหมายความว่า ขาดความอิสระในตัวเอง ความอิสระไม่ได้อยู่ที่การไม่มีกฏหมายใดๆ หรือมีกฏหมายที่มอบสิทธิให้เรามีเสรีภาพเหมือนรัฐธรรนูญตราไว้ว่า ทุกคนเกิดมาย่อมมีเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเหมือนกันทุกคน แต่ในเวลาปฏิบัติ ความแตกต่างระหว่างคนจน คนรวยก็ยังคงแตกต่างกันเช่นเคย ในแง่ศาสนาบอกว่า มนุษย์เกิดมาจากพระเจ้า พระพรหมหรือกรรมเป็นผู้ให้กำเนิด นั่นหมายความว่า เราไม่ไมีเสรีภาพมาตั้งแต่ก่อนเกิดด้วยซ้ำไป แต่นักปรัชญาบางกลุ่มบอกว่า เราเกิดมาพร้อมกับเสรีภาพ แต่รุสโซ่มองว่า เราเกิดมาพร้อมด้วยเสรีภาพก็จริง แต่กลับต้องถูกล่ามโซ่อยู่ทุกๆ ที่อยู่ดี ส่วนในแง่จิตวทิยา ซิกมัน ฟอร์ยด์ บอกว่าเราเกิดมาพร้อมด้วยยีนแห่งสัญชาตญาณดิบทุกคน ในขณะศาสนาพราหมณ์มองว่า ชีวิตมีอัตมันน้อยสิงอยู่ภายใน และคอยก่อกวนมิให้เราอิสระ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราเกิดมาเพื่อกำจัดเยื่อใยที่ห่อหุ้มสุมใจเราอยู่ มิให้อิสระ ด้วยวิธีต่างๆ นานา ชาวคริสต์เองก็โหยหาผู้นำ (เมตสิอะห์) อยู่ในยีนทุกรุ่น แม้กระทั่งปัจจุบัน ก็ยังโหยหาผู้นำด้านจิตวิญญาณอยู่ มนุษย์ทุกคนจึงเหมือนกำลังโหยหาผู้นำชีวิต นำพาสังคม ต่อมาจึงกลายเป็นกษัตริย์หรือประธานาธิบดีหรือนายกฯ ในที่สุด แต่ในโลกแห่งจิต เราต้องการอะไร ชาวพุทธเหมือนกำลังกำจัดสิ่งที่อยู่ในใจของตัวเอง ให้กลายเป็นจิตที่อิสระเสรีหรือหลุดพ้นจากวังวนแห่งวัฏจักร คือ การเกิด การตาย ทั้งหมดนี้ก็ต้องผ่านกระบวนการของโลกนั่นคือ กฏ นั่นเอง
คำว่า กฏ พุทธทาสแปลว่า God หมายถึง ผู้กำหนดชีวิต พุทธศาสนากล่าวว่า นิยาม กฏ คือ ทิศทางหรือแนวทางของธรรมชาติที่สรรพสิ่งต้องดำเนินไปสู่เช่นนั้น เช่น กฏของกาลเวลา กฏของแรงโน้มถ่วง กฏของการหมุนวน กฏหมาย กฏต่างๆ เหล่านี้ เป็นกฏที่สัตว์ สิ่งมีชีวิตต้องสยบยอม แม้ไม่ชอบก็ตาม ส่วนกฏที่ใกล้เคียงกับการดำเนินชีวิตคือ กฏหมายบ้านเมือง กฏของฤดูกาล กฏของการอยู่ การกิน การบำบัด ซึ่งสัตว์กำลังดำเนินไปอยู่ หน้าที่หลักของการดำเนินชีวิตคือ การเอาตัวรอด หรือให้มีเสรีภาพในการอยู่บนโลกนี้ไปยาวนาน ส่วนการเรียกร้องทางจิตใจ เพื่อให้เกิดความอิสระทางจิตใจ มิให้เกิดความกดดันหรือเป็นทุกข์หรือตีบตัน เราจะต้องเริ่มต้นแบบใด อันนี้ต้องเริ่มกระบวนการเป็นขั้นตอนและมีเงื่อนไขอยู่ในทุกสถานที่ เพราะต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า เราเกิดมาในเงื่อนไขที่ไม่อาจจะยกเว้นให้ เป็นเหมือนกฏตายตัวที่เราไม่ได้กำหนดเอง จึงต้องทำใจยอมรับความเป็นจริงที่เรามีปมด้อยในชีวิตตั้งแต่เกิดแล้ว กระนั้น เราก็สามารถมีอิสระได้ด้วยกฏ หรือเงื่อนไขทางสังคม แต่ถ้าเราต้องการเสรีภาพแบบสมบูรณ์แบบ ก็ต้องดิ้นรนให้สุดโต่งตามหลักศาสนานั่นคือ นิพพาน แต่กายของท่านก็ยังสัมพันธ์อยู่กับโลกอยู่ดี ในที่นี่ จิตเราหลุดพ้นแล้ว กายจะดำเนินไปเช่นไรก็ให้มันดำเนินไปตามบาทวิถีของมัน
๔. เสรีภาพที่สมบูรณ์แบบ คือ เสรีภาพแบบนี้เป็นภาวะที่สุดเหนือภาวะทั้งปวง มันเหมือนกับคนบ้า ซึ่งแสดงออกเหนือการรับรู้โลกสมมติ แต่แสดงออกไปตามอิสระที่ต้องการ โดยไม่ติดกรอบอะไร แต่ก็ใช้ว่าจะกระทบกฏหรือไปเสียดแทงกับใคร ไม่ใส่ใจกับคนบ่นด่าหรือคำพูด คำชม คำสรรเสริญ ปล่อยให้ใจไหลไปตามยถาธรรม ที่ไม่ฝืน เหมือนยืนบนยอดเขา ลักษณะที่ว่านี้เหมือนนักคิด นักศิลปิน ที่มักปล่อยกาย ปล่อยใจให้ดำเนินไปตามจินตนาการของตน แต่สภาวะหรือคุณภาพทางจิตใจมีความสมบูรณ์ในความเป็นมนุษย์เกินร้อย ในขณะกลุ่มคนเมืองที่หลงไหล แสดงออกตามแรงดึงดูดของกระแสสังคม แต่งตัว เสพสุข กินเที่ยว เล่น บริโภควัตถุต่างๆ ตามกระแสโลก จนจิตถูกครอบงำด้วยรสนิยมหรือรสชาติของการเสพอุปกรณ์ที่ทันสมัย อย่างนี้ถือว่า อยู่ในโลกเสรีภาพหรือไม่ มันเหมือนกำลังถูกสาปหรืออยู่ในอารมณ์ต้องมนต์ที่อบอวนอยู่ จนนิยามตัวเองไม่ถูก จนกว่าจะเสพสิ่งนั้น จนอิ่มเอมและอ๊วกออกมา เมื่อถึงวัยกลางคน เวลานั้นจะนิยามเสรีภาพได้เองอย่างชัดเจนว่า มันเสรีภาพแบบสุดโต่งหรือไม่
ดังนั้น คำว่า เสรีภาพที่ผู้คนเสพอยู่ อาจแยกไม่ได้ระหว่าง เสรีภาพกับความต้องการส่วนตัว หรือความว่างเปล่ากับเสรีภาพทางจิต หากเปรียบเทียบระหว่างจิตที่อิงกฏที่อยู่บนความระวัดระวังมิให้ปล่อยจิตเสียดุลในการควบคุม กับจิตที่เรียกร้องหาสิ่งที่ต้องการอย่างเสรีอย่างไร้ขอบเขต อันไหนสุภาพและยั่งยืนกว่ากัน อนึ่ง คำว่าเสรีภาพทางจิต หมายถึงในปัจจุบันขณะหรือหมายถึงการสิ้นสุดในโลกหน้า ตามพุทธคติที่ว่าไม่เกิดหรือตายอีกต่อไป แต่ใครจะวางอุดมคติเช่นนี้ได้ ดูแล้วมันไม่สนุก ไม่ตื่นเต้นเลย สู้มีอิสระเสรีแบบตามใจตัวเองเหมือนลัทธิจารวากดีกว่าเยอะเลย
โดย ส.รตนภักดิ์ : ๒๕๕๖
วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556
ผู้ใดรู้ทัน ผู้นั้นรู้ธรรม
“ผู้ใดรู้ทัน ผู้นั้นรู้ธรรม”
๑. รู้?
๒. เห็น ?
๓. รู้เห็นอะไร?
๔. อะไรทำให้เห็น/รู้ไม่ได้
๑. รู้?
๒. เห็น ?
๓. รู้เห็นอะไร?
๔. อะไรทำให้เห็น/รู้ไม่ได้
วันนี้เป็นวันสำคัญอีกวันที่ชาวพุทธได้มีโอกาสมาสร้างบุญกุศล บำเพ็ญทาน การให้สละเพื่อสร้างปารมี เพื่อจะได้เป็นมูลนิธิกุศลให้กับตัวเองทั้งชาตินี้และชาติหน้า เป็นการสืบทอดพิธีการศาสนาให้ลูกหลานได้ปฏิบัติสืบไป อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนพระภิกษุสามเณรให้ดำรงอยู่ได้ให้ยาวนาน วัดเพลง ภาษีเจริญ ได้เอื้อสถานที่ ให้ญาติโยมได้เสียสละทาน การสร้างกุศลนี้ เพราะเราได้รู้จักที่ๆทำบุญ สร้างกุศล เพราะเราได้รู้จากการบอกเล่า บอกต่อสืบๆกันมา บ้างได้รู้ประจักษ์ด้วยตัวเอง นี่คือ การรู้จักผ่านทางประสาทตา และยังได้ลงมือกระทำด้วยตัวเองอีกด้วย จึงถือกันเป็นประเพณีไปแล้ว การที่เราได้มีโอกาสมาทำบุญเช่นนี้ เราจะต้องแสดงท่าทีหรือการกระทำที่ถูกต้องตามหลักศาสนาให้ถ่องแท้ มิฉะนั้น เราจะก็จะทำตามแบบอย่างที่ไม่รู้อะไร และอาจจะไม่รู้เป้าหมายที่แท้จริงทางศาสนาก็ได้ แต่กลับอาศัย สายทาน ศรัทธา ความเลื่อมใส แสดงกิจกรรมเกี่ยวกับบุญกุศลแบบหลงบุญ ติดบุญหลงบุญ เลยไม่รู้ว่า ทำบุญคือ อะไร เพราะฉะนั้น วันนี้เราจะรู้จักบุญ รู้จักวัด รู้จักวิธีการทำบุญนี้ ก็เพราะเรามีประสาทที่สามารถรับรู้ มีตา มีหู ที่รับเอาข้อมูลมาไว้แล้วก็แสดงออกตามที่ตัวเองต้องการ
วันนี้ จึงอยากชี้แจงแสดงเรื่อง “การรู้ การเห็น” เพื่อสืบสาวไปสู่การรับข้อมูลที่ถูกต้องและข้อมูลที่เป็นจริงตามหลักพระพุทธศาสนา เพื่อให้เข้าใจว่า พระพุทธศาสนาเน้นการเรียนรู้จากทั้งสองนี้อย่างไร ก่อนอื่นอยากจะถามว่า รู้ คือ อะไร รู้อะไรกันแน่ รู้จากไหน รู้ได้อย่างไร การรู้ เกิดมาจากประสาทที่เรามีอยู่ ประสาทในที่นี้คือ ประสาทภายใน เรียกว่า อายตนะภายใน กับวัตถุสิ่งของที่อยู่ภายนอก เรียกว่า อายตนะภายนอก สิ่งที่เรารู้ก็คือ
๑. สิ่งที่อยู่ในตัวเรา นั่นคือ อายตนะภายใน โดยมีใจเป็นประธานใหญ่ ผลจากที่เรารู้จากสิ่งที่อยู่ภายในคือ อารมณ์ ความรู้สึก ความนึกคิด นี่คือ คุณสมบัติที่อ่อนไหวต่อสิ่งภายนอก และมันคือ ตัวตนของเราเอง เวลาเราโกรธ เกลียด รัก เสียใจ ดีใจ คิด เราก็อาศัยสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงตัวเอง สิ่งที่ประกอบเราให้โดดเด่นขึ้นมาอย่างตระหนักรู้คือ สติ สัมปชัญญะ จิตสำนึก มโนธรรม ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เกิดจากการขัดเกลา ฝึกฝนให้มีให้เป็น เมื่อเราหยุดจากอารมณ์ภายนอกมาสนใจภายในคือ ตัวเอง เราก็จะตรึงไว้กับอารมณ์เดียวหรืออยู่ในเอกกัคตาส่วนมากเราจะใช้ลมหายใจ เพื่อการฝึกฝนเรียนรู้สิ่งที่อยู่ภายในตัวเอง นั่นก็คือ การรู้จากตัวเอง ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะจับงานหรือเตรียมการที่จะทำอะไรสักอย่างในงานลำดับต่อไป เพื่อมิให้ใจหรือตัวเองซัดส่ายไหล ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์อื่น เพราะเราประสบกับสิ่งที่อยู่ภายนอกมากมาย
๒. สิ่งที่อยู่นอกตัวเรา คือ สิ่งที่เรียกว่า สิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลต่ออิทธิพลต่อชีวิตเรามากมาย ทำไมเราต้องเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ เหตุผลก็คือ ชีวิตเราอยู่ได้ เพราะมัน เช่น ลมหายใจ ร่างกายเราต้องการน้ำ อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักโรค นอกจากนี้ เรายังต้องการสิ่งที่เป็นของเล็กๆ ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ฉะนั้น การที่เราจะใช้มัน เราเองก็จำเป็นอยู่ดีที่จะต้องทำความรู้จักมันให้ดี มิฉะนั้น เราเองจะได้รับอันตรายจากมัน เราต้องเรียนรู้ทั้งสองด้านคือ ข้อดี ข้อเสียของมัน เพราะมันมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของตัวเรา นี่คือ สิ่งที่เราต้องรู้ก่อน
๓. รู้ถึงความสัมพันธ์ทั้งสอง เมื่อรู้แต่ละส่วนแล้วเราก็ควรรู้ถึงความสัมพันธ์ของกันและกันว่า มีส่วนที่เกี่ยวโยงต่อการดำเนินชีวิตอย่างไร เพราะว่าสิ่งต่างๆที่อยู่ในโลกนี้ ไม่ได้เกิดมาอย่างลอยๆ แต่อุบัติมาโดยเกี่ยวพันกัน เพื่อความอยู่รอด เช่น จักรวาล + ดวงอาทิตย์ + โลก + เวลา + อากาศ + น้ำ + ต้นไม้ + สิ่งมีชีวิต + วัตถุต่างๆ ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรอยู่อย่างอิสระเลย เมื่อเราอยากรู้ว่ามันเกี่ยวข้องอย่างไร ทางเดียวก็คือ เรียนรู้มันอย่างละเอียด หรือแม้แต่อวัยวะส่วนต่างๆในร่างกายเรา ล้วนแต่มีส่วนที่สัมพันธ์กันทั้งสิ้น เมื่อย่อลงก็จะได้แค่ กาย + ใจ + สิ่งแวดล้อม เพราะอะไรมันจึงมีความสัมพันธ์เช่นนี้ ทางต่อไปก็คือ ต้องเรียนรู้ข้อต่อไป
๔. รู้เงื่อนไขที่นำไปสู่ความรู้คือ แก่นสาร กาล เทศะ เหตุ-ปัจจัย สิ่งต่างๆที่กล่าวมานั้น เป็นสิ่งที่เราแยกกันไม่ออกในเชิงระบบหรือกลไก แต่การที่มันจะเกี่ยวโยงกันนั้น มันก็มีเหตุมีปัจจัยในการเชื่อมโยงกันอยู่ เพราะคุณสมบัติแต่อย่างจะปรับเข้าหากัน อาศัยกันโดยอาศัยคุณสมบัติของตัวเอง อาศัยคุณลักษณะ กาลเวลาที่ต้องมีการปรับตัวเองเข้าหาสิ่งอื่น เช่น พืชอาศัยน้ำ แมลง สัตว์ อาศัยพืช น้ำ อากาศ พืช น้ำ ต่างก็อาศัยกัน พืชบางชนิดต้องการสัตว์ช่วยการแผ่ขยายกระจายพันธุ์ ทั้งหมดนี้ คือ มีเหตุและมีผลรองรับ เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งอื่นก็อุบัติตามมา มนุษย์อาศัยสิ่งแวดล้อมโดยไม่เจาะจง เพราะเราเกี่ยวข้องโดยการกินพื้นที่กว้าง นี่คือ สิ่งจำเป็นที่เราจะต้องรู้ก่อนถึงมุมที่กว้างๆก่อน เพื่อให้ได้มุมมองว่า มีทางคิด ทางเอาตัวรอดอย่างไร จะหลุดพ้นมันได้อย่างไร โดยไม่ปฏิเสธมัน
๕. รู้มรรคหลุดพ้น การรู้วิธีสุดท้ายเป็นการรู้แบบเอาตัวรอดจากสิ่งที่เราเกี่ยวข้องด้วย เพราะเราจะต้องพัฒนาการในตัวเองให้เกิดการผ่าเหล่ากอสัตว์เดรัจฉานให้ได้อย่างสิ้นเชิง เพราะสัตว์และเราหากไม่มีทางอื่นๆหรือทางที่สามารถคุมตัวเอง หรือมีคุณสมบัติบางอย่างมาขัดเกลาเรา เราเองก็จะไม่แตกต่างจากสัตว์เหล่านั้น ทางที่จะข้ามให้ได้นั่นคือ มรรควิถีในการผ่าเหล่า หมายความว่า การอาศัยความรู้ในตัวเราที่เกิดมาจากการรู้สิ่งแวดล้อม รู้แบบรู้ตัว โดยอาศัยศาสนาเข้ามาช่วยนั่นคือ ธรรมะ ธรรมะคือ เครื่องนำพาเราหลุดพ้นจากที่เดิม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็จะต้องอาศัยการฝึกฝนขัดเกลาตัวเองให้ฉลาดรู้เท่าทันตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างตัวเองและสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ เหตุผลที่เราจะต้องอยู่เหนือ หรือรู้เหนือสิ่งเหล่านี้คือ ๑) ตัวเราเองคือ สายใยที่สัมพันธ์กับมันอยู่ ๒) จิตใจที่เป็นของเรายังอ่อนแอต่อระบบธรรมชาติอยู่ ๓) เรายังไม่มีเครื่องมือในการยับยั้งความอยากที่ตอบสนองตัวเองอยู่ประจำ ๔) หากเราต้องการเรียกตัวเองว่า “มนุษย์ที่ประเสริฐ” จงอย่าพอใจที่ตัวเอง ที่สัมพันธ์กับสิ่งต่างๆอย่างน่ายินดี ๕) สิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่มีผลที่น่าพอใจสำหรับนักปฏิวัติตัวเอง ๖) ทุกอย่างล้วนแต่เป็นไปตามกระแสของมัน หากเราไม่รู้กระแสมันเราก็จะไหลไปอย่างลืมตัวชั่วชีวิต ๗) อยู่กับมันอย่างรู้เท่าทันคือ เป้าหมายของผู้รู้ นั่นเอง
เมื่อเราทราบแล้วว่า รู้อะไร ต่อมาเราก็มาทำความรู้อีกระดับสอง คือ รู้จากไหนบ้าง ความรู้ที่เราได้มา รู้มา เราก็ต้องใส่ใจมันด้วยว่า มาจากไหน เพื่อจะได้ทราบต้นตอกอเหล่ามันถูก หาแหล่งมันได้ ในที่นี้ขอชี้แจง ๔ อย่างคือ ๑) จากข้อมูล ๒) จากการคิดใคร่ครวญ ๓) จากสื่อกลาง ๔) จากประสาททั้ง๕
๑. จากข้อมูล ในชีวิตของเราทุกๆวัน เราได้ทราบ ได้เก็บข้อมูลจากตา หู จมูก กลิ่น สัมผัสอยู่เสมอ ตั้งแต่เด็กทารกแล้ว เพราะฉะนั้น ในสมองของเราจะมีข้อมูลที่สะสมเอาไว้มากมายหลายอย่าง ข้อมูลเหล่านี้ มีทั้งดีไม่ดี อันนี้เราเรียกว่า ประสบการณ์ เช่น เราเห็นแก้วแตก เรายังไม่ทันเหยียบแต่เราก็สึกว่า กลัวแล้ว เห็นสายไฟฟ้า เราก็ไม่กล้าเสี่ยงเข้าใกล้หรือจับ เห็นมะนาว มะขาม ที่เขาผ่าเราก็รู้แล้วว่ามันเปรี้ยวเสียวฟัน นี่เพราะว่า เรามีข้อมูลอยู่แล้ว ในชีวิตเรา สิ่งที่เรารู้นั้น ส่วนหนึ่งมาจากข้อมูลเดิม อีกส่วนเป็นข้อมูลใหม่นั่นเอง
๒. การคิดใคร่ครวญ เวลาเราทำอะไรมากมายหลายอย่าง เรามักจะลืมบางอย่างไปด้วย จริงๆชีวิตเราในแต่ละวัน ก็สาละวนอยู่กับกิจกรรมต่างๆ ทางประสาททั้ง๕ ทางความคิด เดี๋ยวเรื่องโน้น เรื่องนี่สารพัด พอเราจะทำอะไรให้เกิดความจำ เกิดสมาธิให้แน่วแน่ ต้องใช้ความรู้ ใช้ความคิด ทบทวนเอาสิ่งต่างๆที่ทำลงไป เพื่อเรียกความทรงจำกลับมา หรือถ้าหากเราต้องการอยากรู้ อยากเข้าใจเรื่องบางเรื่อง เราต้องใช้ความคิด ความจำ การคิดเชื่อมโยงใยกับสิ่งต่างๆ การประมวลเอาความรู้นั้น ต้องอาศัยการไตร่ตรอง มองให้กว้างๆ อย่างละเอียดอย่างเงียบๆ หรือนิ่งๆ ส่วนการใช้ปัญญา การใคร่ครวญ การใช้โยนิโสมนสิการนั้น เป็นการคิดแบบแสวงหาความจริง แสวงหาความเหตุหาผล เราจึงจะสามารถกล่าวได้ว่า การแสวงหาความรู้ การแสวงหาความจริง ฉะนั้น ความรู้จึงยืนยันได้แน่นอนว่า เกิดมาจากการคิด ใคร่ครวญ ซึ่งมันคือ คุณสมบัติของมนุษย์นั่นเอง
๓.จากสื่อกลาง ลองนึกดูว่า ความรู้มันผ่านมาทางไหน อาศัยอะไรเป็นเครื่องมือสื่อสารออกมาบ้าง อะไรคือ สื่อที่เป็นตัวช่วยให้เราสามารถรู้โดยอาศัยสิ่งอื่นบ้าง จากฐานความรู้ที่เรารู้ คือ ตัวเอง สิ่งแวดล้อม เงื่อนไข ความสัมพันธ์และกลไกต่างๆ ในตัวเรามีระบบประสาทที่เอื้อต่อการรู้คือ ตา หู จมูก ลิ้น ผัสสะ และการคิด ตาเรานั้นต้องการแสงจึงจะมองเห็นชัดเจน จึงจะทราบได้แน่นอนว่า สิ่งที่เห็นนั้นคือ อะไร บางทีสิ่งที่เราเห็นอาจจะเลือนลางไม่ชัดเจน นั่นเพราะแสงไม่พอ เราดูหนัง ดูละคร ก็อาศัยสี แสงเป็นหลัก หู เราก็อาศัยเทศะคือ สถานที่อยู่ไกลหรือใกล้ เสียงดัง เสียงค่อย อาศัยอากาศและเครื่องกีดขวางในการส่งเสียงหรือกั้นเสียง ฯลฯ นี่คือ สื่อกกลางในการช่วยให้เรารู้ จะเห็นว่า หูคนเราจึงมีลักษณะรูปทรงเป็นโพรง และมีกระดูกอ่อนเป็นหลุมปุ่มโปนเพื่อกันเสียงให้เลยหูนั่นเอง ในสัตว์เราจะพบเห็นชัดเจนเช่น สุนัข แมว เสือ ช้าง หมาไน มีหูใหญ่เพื่อการฟังเสียง
๔. ประสาทรับรู้ นี่คือ ส่วนที่สำคัญที่สุดในการสร้างองค์ความรู้ หากเราขาดประสาทส่วนนี้ เราจะไม่สามารถรู้อะไรเลย หรือหากระบบประสาทของเราล้มเหลว หรือไม่ก็พิการ เราก็จะลำบากในกรอง สิ่งภายนอก เพราะระบบส่วนประสาท คือ ระบบสร้างความรับเพื่อสื่อเอาสารไปกรองในสมอง แล้วเราก็จะได้ความรู้ขึ้นมา เช่น การฟัง เพราะหูเราไม่พิการ ไม่หนวก ประสาทการรับจึงสามารถส่งข้อความผ่านระบบประสาทไปสู่สมองได้ พระพุทธศาสนาจึงถือเอาการฝึกหัดเรื่อง การอ่าน การฟัง การสัมผัส การเคลื่อนไหว คือ ฐานการสร้างปัญญา เรียกว่า “พหูสูต” หมายความว่า เป็นผู้ที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้คิด ได้จดจำเอาไว้มาก เช่น พระอานนท์ที่ได้ยิน ได้ฟังเทศนาจากพระพุทธเจ้าอยู่บ่อยๆ จึงเป็นพหูสูต ความรู้ในเบื้องต้น จึงเกิดมาจากประสาทจุดนี้นี่เอง
มีคำถามว่า เราได้ความรู้มาได้อย่างไร ขอชี้แจงดังนี้คือ ๑) เราได้ความรู้มาจากการคิดไตร่ตรองเอง หาเหตุหาผลในตัวเอง เรียกว่า ใช้ระบบโยนิโสมนสิการ หมายความว่า คิดโยงเป็น คิดสาวเหตุและผลเป็น และคิดวางกรอบหรือหลักเป็น ๒) ต้องเป็นผู้ได้ยิน ได้อ่าน ได้ศึกษา ได้ปฏิบัติมาพอสมควรเรียกว่า มีประสบการณ์ และ ๓) ต้องรู้จักนำมาลองพิสูจน์ตรวจสอบ ฝึกฝน ปฏิบัติดูว่า เป็นจริง เห็นจริงหรือไม่ หากความรู้ที่เราได้มาผ่านขั้นตอนสามระดับนี้ มันก็จะเกิดเป็นความรู้ขึ้นมาทันที จะอย่างไรก็ตาม ความรู้เหล่านี้ ไม่สามารถรับประกันว่า เรารู้จริง รู้ถูกต้อง เราจะต้องอาศัยการเข้าใจ การรู้แจ้งแทงตลอดทะลุให้ได้ เราจึงจะได้ชื่อว่า เรารู้ เราเห็น เหมือนที่พุทธเจ้าท่านสอนเรา ว่าการรู้แจ้งแทงตลอดนั้นคือ การเห็นธรรม วิธีการที่จะเรียนรู้ธรรม การเห็นธรรมนี้ ในสมัยพุทธกาลก็มีวิธีอยู่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะเจ้าสำนักทั้ง ๖ ซึ่งพอสรุปวิธีการที่เขาแสวงหาความรู้สามประการคือ ความรู้แบบประจักษ์ คือ ความรู้ที่ได้มาจากระบบประสาททั้ง๕ นั่นเอง ความรู้แบบอนุมาน คือ ความรู้แบบการคาดการเอา จากสิ่งที่เห็นหรือสิ่งที่รู้ทั้งหมดแล้วประมวลเอาและความรู้แบบบอกเล่า คือ ความรู้ที่ได้จากการอ่านจากคัมภีร์ การได้รู้จากคนอื่นบอกเล่าที่สืบทอดกันมา ส่วนในทางพระพุทธศาสนา มีวิธีในการแสวงหาความรู้อยู่เช่นกัน คือ ความรู้เกิดมาจากการใช้ประสาททั้ง๕ เหมือนกัน จะเรียกว่า เป็นพหูสูตก็ได้ สอง ความรู้ที่ได้จากการคิด การใช้โยนิโสมนสิการ คือ คิดหาเหตุหาผล คิดใคร่ครวญ อย่างมีหลักที่สามารถเชื่อมโยงกับสิ่งๆต่างที่อยู่รอบตัวได้อันนี้จะเรียกว่า จิตวิธี ก็ได้ และทางที่สามคือ การใช้วิธีภาวนาโดยการลงมือปฏิบัติ ลงมือฝึกฝนนี่เรียกว่า หลักสมถะและวิปัสสนานั่นเอง หากทำได้เช่นนี้ ก็จะได้ชื่อว่า ผู้เห็นธรรม รู้ทางธรรม เข้าใจหลักในศาสนาได้ ส่วนการที่จะรู้แจ้งเห็นจริงนั้น ต้องอาศัยวิธีอีกเช่นกัน
การเห็นนั้น ต้องอาศัยสายตา เป็นตัวบอก ตามีตานอกและตาใน ตานอกใช้มอง มองรู้ มองเห็น ส่วนตาในก็เป็นตารู้ ตาเห็นเช่นกัน แต่แตกต่างกัน เห็นอะไร เห็นสิ่งต่อไปนี้ ตัวเอง ธรรมชาติ กฏธรรมชาติ เห็นทางไปสู่การหลุดพ้น เห็นจริง (วิปัสสนา) จึงจะเรียกว่า เห็นจริง เห็นแจ้ง เห็นจากไหน ก็เห็นจากประสาททั้ง ๕ นี่เป็นการเห็นแบบสัญชาตญาณธรรมดาของสัตว์ เห็นจากการใช้จินตนาการ นี่เป็นการเห็นแบบวิเคราะห์ เห็นแบบคาดการณ์ หรืออาศัยประสบการณ์คำนวณเอาบางทีอาจจะใช้แบบคาดเดาก็มี และเห็นจากการใช้ภาวนาจากปัญญา การเห็นลักษณะเช่นนี้เป็นการเห็นที่มีระบบ มีขั้นตอนและมีที่สิ้นสุด คือ ปัญญา เรียกว่าตาที่สามนั่นเอง
เห็นได้อย่างไร
ประสาททำงานเป็นปกติ เวลาตาดี หูดี เราก็คิดว่า สิ่งที่เราฟัง สิ่งที่เราเห็นนั้น ไม่ดี เราไปโทษสิ่งที่อยู่นอกตัว แต่เมื่อเวลาตาไม่ดี หูไม่ดี เรากลับมาโทษว่า ตาและหูไม่ดี ความจริงเพราะประสาทการทำงานของระบบที่สัมพันธ์กับสิ่งต่างๆนั้น เพราะประสาทมีระบบที่ทำงานเป็นปกติ เราจึงสามารถเห็นได้ ฉะนั้น การเห็น จึงเกิดมาจากประสาทที่เป็นปกติดี ไม่พิการ ไม่บกพร่อง สิ่งที่เราเห็นจึงเป็นภาพจริง จากสายตาเราเอง
เพราะมีแสงสว่าง เมื่อเราเห็นสิ่งนั้น เพราะอะไร เพราะโลกนี้มีแสงสว่าง ส่องสาดให้ตาเรากำหนดเอาสิ่งต่างๆได้ สีที่เราเห็นเพราะมีแสงสะท้อนให้เกิดการรู้ว่านั่นสีอะไร เวลากลางวันเราสามารถเห็นวัตถุได้ดี ส่วนเวลากลางคืน เรากลับมองอะไรไม่ชัดเจน แม้แต่ในระบบร่างกายของเรา เมื่อทุกส่วนหมดสภาพลง ไม่ว่าตา หู ฟัน หนัง การรับรู้ทางระบบประสาท ก็เสื่อมลง ตาที่ว่าดี ก็ฝ้าฟาง หูที่ดีก็ตึง ฟันที่เรียงกันสวยงามก็หลุดคลอน หนังที่สวยงามก็เหี่ยวย่นลง เพราะกาลเวลาได้ทำลายเนื้อเยื่อต่างๆภายในร่างกายเรา อันนี้เป็นการเห็นที่ใช้ตาในและตานอก เพราะฉะนั้น การเห็นจึงอยู่ในรัศมีการเห็นดังนี้คือ
เห็นร่างกาย-ใจตัวเอง
เห็นลมปราณมีอยู่
เห็นธรรม เห็นทัน
บุคคลที่รู้และเห็นนอกจากนี้แล้ว จะเรียกว่า รู้ผิด และเห็นผิด การรู้แบบผิดมิได้เกิดจากระบบประสาทแต่เกิดเพราะข้อมูลผิด ที่เกิดจากการถูกครอบงำแบบผิดๆ แล้วก็ไม่มีปัญญากรองตรองตามได้ จึงจบลงที่การเห็นรอยคล้อยตามสิ่งที่ครอบงำ การเห็นแบบนี้ส่วนมากอาศัยการใช้ตาในมอง เมื่อตาในมืดบอด การมองก็เลยไม่ชัดเจน ทำให้เกิดการแสดงออกทางกาย การสื่อสาร การคิด การเชื่อแบบผิดๆไป เชื่อว่าตัวเองเห็นถูก การเห็นที่ถูก จะต้องมีหลักในการยึดเป็นมาตรฐานว่าไม่ผิดนั่นคือ ความเห็นผิด มี ๑๐ ข้อคือ โลกเที่ยง /ไม่เที่ยง โลกมีที่สุด/ ไม่มีที่สิ้นสุด/วิญญาณกับกายอันเดียวกัน/ไม่ใช่อันเดียวกันอรหันต์หลังตาย ไม่อยู่ /ไม่มีอยู่ทั้งมีอยู่และ ไม่มีอยู่/ทั้งมีก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่
ส่วนการรู้ผิดก็มีหลักที่ควรยึดเป็นมาตรฐานในการรับรองทางพระพุทธศาสนา นี่คือ แนวคิดที่ไม่ควรมองว่าการรู้ว่าถูกต้อง เพราะมันขัดแย้งกับหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วก็คือ พุทธศาสนาสอนให้รู้จักการรู้ความจริง ไม่ใช่รู้มาจากเทพเจ้า ไม่ใช่มาจากพระพรหม แต่รู้ตามสภาวะที่เป็นจริงอย่างที่ตาในมองเห็น ด้วยศักยภาพมันสมองของเราเอง เพราะทุกสิ่งล้วนตกอยู่ภายใต้ ทุกข์ ความแปรปรวนและไร้ตัวตน จึงไม่น่ายึดถือว่าสวยงามตามที่ตานอกเห็น ส่วนใครจะมองนอกเหนือจากนี้ ก็ถือว่าเป็นการมองที่น่าจะต่อยอดได้ การรู้ผิดพอประมวลได้ดังนี้
รู้ผิดคือ รู้สิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง รู้ว่าสิ่งที่ทุกข์ว่า เป็นสุข
รู้ว่าสิ่งที่ไม่ใช่อนัตตาเป็น อัตตา รู้ว่าสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม
สรุป การรู้ การเห็น แบบพุทธคือ การรู้ด้วยปัญญาจากการฝึกฝน สังเกตจากสิ่งรอบๆ ตัวและในตัวเอง แม้จากทัศนะต่างๆ จะมองกันคนละมุมก็ตาม เช่น คริสต์มองว่า ผู้รู้คือ พระเจ้าคนเดียวเท่านั้น พราหมณ์ มองว่าการเห็นหรือรู้สิ่งที่เที่ยงแท้ไม่แปรผัน เรียกว่า อาตมัน หรือวิชชา ผู้รู้จริงคือ พระพรหมเท่านั้น ส่วนชาวจีนมองว่า ผู้ที่รู้ความเป็นไปทั้งหมดคือ ฟ้าดินนั่นเอง พระพุทธศาสนามองว่า การเห็นสิ่งนั้นว่าเป็นสิ่งเที่ยงแท้นั้นคือ อวิชชาหรือความไม่รู้ ผู้ที่รู้ดีทั้งหมดคือ ตัวเอง หมายถึง ปัญญานั่นเอง แม้จะใกล้เคียงกับชาวฮินดูที่มองว่า อัตตาคือ ผู้รู้จริงในตัวเอง แต่ชาวพุทธมองว่า การใช้อัตตามองว่ารู้จริงนั้น ไม่ได้ใช้ปัญญาตัวเอง การรู้เหนืออัตตาคือ การรู้แม้แต่ตัวอัตตาว่า ไม่มีความเป็นอมตะ สิ่งที่เป็นแก่นสาระในชีวิตคือ การรู้จักทุกข์ รู้จักชีวิต เพราะ รู้ทุกข์ คือ รู้ชีวิต และการเห็นธรรม คือ เห็นกฎสากล หมายถึง การเข้าใจในความจริง เข้าใจในสภาวะที่เป็นอยู่อย่างที่มันเป็นโดยแท้
โดย ส. รตนภักดิ์ :๒๕๕๖
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)